ชุมชนวรรณกรรม สาระความรู้เพื่อนักอ่าน นักเขียน 
 
'เสกสรรค์ ประเสริฐกุล'
 
นาฏกรรมแห่งความพ่ายแพ้ในสงครามระหว่างปัจเจกกับสังคม
  วิจารณ์โดย สุภาพ พิมพ์ชน
   
  3.อัตลักษณ์กับความเปลี่ยนแปลง
             เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อธิบายถึงระบบคุณค่าที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยว่า มันก่อให้เกิดปัญหาความไม่ลงตัวระหว่าง 'รูปแบบ' ที่มีอยู่เดิม กับ 'เนื้อหา' ที่ก่อรูปขึ้นจากเงื่อนไขปัจจัยใหม่ๆ เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบและนิยามให้สอดคล้องกับเนื้อหา จึงถือเป็นการสร้างสรรค์ที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นใหม่อยู่เสมอ
             เขายกตัวอย่างให้เห็น ตั้งแต่เรื่องงานเขียนของเขา ซึ่งไม่อาจจัดประเภทเป็น fiction หรือ non-fiction อย่างเด็ดขาดได้ และนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้งานของเขาถูกปฏิเสธจากเวทีรางวัลวรรณกรรม ซึ่งมีการแบ่งประเภทงานไว้อย่างชัดเจน
             หรือกรณีความสัมพันธ์ระหว่างครูอาจารย์กับลูกศิษย์ ซึ่งเปลี่ยนจากการเรียนการสอนแบบให้เปล่าอย่างในสมัยโบราณ มาเป็นระบบค่าจ้าง ทำให้อุดมคติเทิดทูนบูชาครูที่ติดค้างมาจากสังคมเก่า กลายเป็นเรื่องน่ากระอักกระอ่วนใจของทั้งสองฝ่าย
             ไปจนถึงเรื่องชีวิตคู่ ซึ่งปัจจุบันผู้หญิงต้องออกทำงานนอกบ้านเช่นเดียวกับผู้ชาย แต่พวกเธอก็ยังต้องมีหน้าที่ดูแลบ้าน และปรนนิบัติสามีตามค่านิยมเก่าอยู่นั่นเอง
             "รูปแบบที่เป็นทางการหรือกระแสหลักทั้งปวง ล้วนแล้วแต่มีนัยทางด้านอำนาจและผลประโยชน์ อย่างน้อยต้องมีคนกลุ่มหนึ่งที่อยากพิทักษ์มันไว้ และทำตัวเป็นอสูรกายคอยหักคอคนที่ออกไปนอกกรอบ" ("ประเด็นรูปแบบ" ความเรียงคัดสรร, หน้า 335)
             แมร์โล-ปงตี (Maurice Merleau-Ponty, 1908-1961) ปรัชญาเมธีชาวฝรั่งเศส ผู้มีแนวคิดจัดอยู่ในสำนัก Phenomenology และ Existentialism เคยให้ข้อสังเกตที่คล้ายคลึงกันนี้ ในงานเขียนชิ้นสุดท้ายของเขา คือ "The Visible and The Invisible" (1964) แมร์โล-ปงตีได้เสนอว่า ประสบการณ์ของมนุษย์มีลักษณะคลุมเครือและลื่นไหลอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นระบบความคิดใดที่ไม่อาจเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลง จึงไม่อาจไล่ตามความหมายของปรากฏการณ์ใหม่ๆ ได้ทันท่วงที
             แมร์โล-ปงตีเห็นว่า สิ่งใดก็ตามเมื่อดำเนินผ่านไปแล้ว ความหมายของมันอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ ทั้งวิวัฒนาการทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะฉะนั้นนักคิดนักปรัชญาจึงต้องเป็นบุคคลที่เตรียมพร้อม สำหรับการวิพากษ์วิจารณ์และทำความเข้าใจต่อความหมายที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่มีระบบความคิดใดที่เป็นความจริงสูงสุดให้อ้างใช้ได้ตลอดไป นักคิดจะต้องคิดอยู่ในเงื่อนไขปัจจัยของสถานการณ์ปัจจุบัน
             จุดยืนเช่นนี้เองที่ทำให้แมร์โล-ปงตีเปลี่ยนแปลงความคิดและการปฏิบัติของเขาอยู่เสมอ เช่น เขาเคยสนับสนุนความคิดทางการเมืองแบบมาร์กซิสม์มาโดยตลอด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่รัสเซียส่งกองกำลังบุกยึดฮังการีในปี พ.ศ. 2499 เขาก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีนี้อย่างรุนแรง ซึ่งกลายเป็นกระแสส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดขบวนการ "ซ้ายใหม่" ขึ้นในยุโรปช่วงยุค '60
             นั่นเป็นการยืนยันความเชื่อที่ว่า ความคิดของมนุษย์ต้องมีวิวัฒนาการ หรือเป็น 'วิภาษวิธี' (dialectic) อยู่เสมอ ปรัชญาไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่ต้องมีคุณสมบัติเป็นการผจญภัยของวิภาษวิธี (adventures of the dialectic)
             แมร์โล-ปงตีเรียกร้องให้นักคิดนักปรัชญาแสดง "การคิดอย่างอุกอาจ" (radical thinking) อยู่เสมอ ซึ่งดูเหมือนว่าคุณสมบัติเช่นนี้จะมีอยู่ในตัวผู้เป็นหลักไมล์ทางปรัชญาทั้งหลาย นับตั้งแต่ โสเครติส (Socrates, 469-399 ก่อน ค.ศ.) ปรัชญาเมธีชาวกรีก ผู้เป็นเหมือน 'ครูใหญ่' แห่งนักคิดสายตะวันตกทั้งปวง โสเครติสยืนยันการแสวงหาความรู้ที่แท้จริงจากการตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์ความรู้เดิมอย่างเป็นระบบ กระทั่งกระทบต่ออำนาจรัฐ และถูกศาลตัดสินให้เขาดื่มยาพิษจนเสียชีวิตในที่สุด
             ตามประวัติอภิปรัชญา การวิเคราะห์แบบวิภาษวิธีถูกทำให้เป็นศาสตร์โดย เฮเกล (Friedrich Hegel, 1770-1831) ปรัชญาเมธีชาวเยอรมัน ซึ่งเสนอว่า การแสดงออกของความคิดเป็นสิ่งที่ต้องมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง
             แล้วต่อมา มาร์กซ์ (Karl Marx, 1818-1883) นักเศรษฐศาสตร์สังคมชาวเยอรมัน ได้นำหลักการนี้ไปดัดแปลงเป็นปรัชญา "วัตถุนิยมวิภาษวิธี" เพื่อใช้สนับสนุนแนวทางแห่งการปฏิวัติสังคมนิยมของเขา
             เลนิน (Lenin, 1876-1924) นักปฏิวัติชาวรัสเซีย เป็นผู้พัฒนาทฤษฎีมาร์กซิสม์ไปสู่การปฏิบัติจริง คือเป็นแบบ Marxism-Leninism ซึ่งเสนอเสริมแนวคิดของมาร์กซ์ว่า การปฏิวัติสังคมนิยมไม่จำเป็นต้องรอการเปลี่ยนแปลงตามประวัติศาสตร์ แต่สามารถทำการปฏิวัติได้ทันทีในประเทศที่พร้อม
             และ เหมา (Mao Ze Dong, 1893-1976) นักปฏิวัติชาวจีน ก็ได้นำทฤษฎีมาร์กซิสม์-เลนินนิสม์มาประยุกต์ใช้ในปัจจัยแวดล้อมของประเทศในโลกที่สาม จนประสบความสำเร็จกับการปฏิวัติ
             ทว่าภายหลังจากก่อตั้งรัฐสังคมนิยมได้แล้ว แทบทุกประเทศที่ใช้การปกครองระบอบนี้กลับพยายามปิดกั้นไม่ให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นอีก เรียกได้ว่ารัฐที่ก่อกำเนิดมาจากแนวคิดเชิงวิภาษวิธี กลับพยายามหยุดยั้งไม่ให้เกิดบรรยากาศแห่งการวิภาษขึ้นในการปกครองของตน
             หากมองในแง่ดี นี่คงเป็นการปกป้องรักษาแนวทางในอุดมคติของตนไว้
             แต่ถ้ามองในแง่ร้าย มันเป็นการพยายามรักษาอำนาจของผู้ปกครอง
             และเหตุหนึ่งที่ทำให้การปกครองแบบสังคมนิยมต้องล่มสลายแทบจะทั่วโลก นั่นก็เป็นเพราะการสกัดไม่ให้ความคิดใหม่ๆ ได้เติบโตขึ้น ทำให้ขาดองค์ความรู้ใหม่ในการทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
             อธิบายอย่างเสกสรรค์ก็คือ รัฐสังคมนิยมเหล่านี้ล้มเหลวในการปรับเปลี่ยน 'รูปแบบ' และนิยามให้สอดคล้องกับ 'เนื้อหา' ใหม่ๆ
             "เมื่อคุณเอาเนื้อหาของคุณเทลงไปในรูปแบบที่ขอยืมเขามา มันก็คงหนีไม่พ้นที่วัตถุดิบจะต้องถูกบิดเบือน" ("ประเด็นรูปแบบ" ความเรียงคัดสรร, หน้า 331)
             ในขณะที่ประวัติศาสตร์เคลื่อนตัวไป ความหมายของสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในองคาพยพของมันก็ผันแปรไปด้วย การเปลี่ยนแปลงท่าทีของนักคิดนักเขียนรุ่นสิบสี่ตุลาจึงสอดรับกับความจริงข้อนี้ แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือ ความเปลี่ยนแปลงของแนวคิดนั้นมีขอบเขตหรือไม่ และสามารถพลิกผันไปได้แค่ไหน - อย่างไร
             การหาคำตอบในข้อนี้คงไม่อาจทำได้ด้วยวิธีศึกษาระดับโครงสร้าง นอกจากจะต้องพิจารณาในหน่วยย่อยอย่างละเอียด
             หนังสือชุดคัดสรรของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นการรวบรวมผลงานอันดีเด่นของเสกสรรค์มาจัดพิมพ์ไว้ในที่เดียวกัน มีทั้งหมด 4 เล่ม แยกออกไปตามงานเขียน 4 ประเภท คือ
             "เรื่องสั้นคัดสรร พ.ศ. 2522-2539"
             "บทบันทึกคัดสรร พ.ศ. 2527-2540"
             "ความเรียงคัดสรร พ.ศ. 2531-2540"
             และ "สารคดีคัดสรร พ.ศ. 2535-2540"
             ทั้งนี้ ทางผู้จัดพิมพ์คือ "สำนักพิมพ์สามัญชน" ได้แจ้งว่า เสกสรรค์เป็นผู้คัดเลือกและลำดับเรื่องในหนังสือแต่ละเล่มด้วยตนเอง นั่นเท่ากับว่านักเขียนได้พยายามสรุปความคิดและประสบการณ์ของเขา โดยเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้รับรู้ตามลำดับพัฒนาการ ซึ่งนอกจากจะได้เสพอรรถรสในส่วนที่เป็นความสามารถเชิงการประพันธ์ของนักเขียนแล้ว ยังได้พิเคราะห์ทบทวนประวัติศาสตร์ของสังคมไทยในระยะที่ผ่านมาด้วย
             อย่างไรก็ตาม คงไม่สามารถถือได้ว่าเสกสรรค์เป็นตัวแทนของคนรุ่นสิบสี่ตุลาทั้งหมด เพราะในฐานะหน่วยย่อย เขาย่อมมีปัจเจกลักษณ์ที่แตกต่างจากคนอื่น ดังนั้นจึงมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่แสดงลักษณะร่วมกับคนในยุคสมัยเดียวกับเขาได้ เช่น ระบบคุณค่า และเหตุการณ์ประวัติศาสตร์
             สิ่งที่น่าคิดก็คือ ท่ามกลางความผันผวนระหว่างการเคลื่อนตัวของกาลเวลา เสกสรรค์ยึดถืออัตลักษณ์ใดเป็นจุดยืนของตน
             และเขาเลือกที่จะบอกกล่าว 'ความหมาย' ใดแก่ผู้อ่านผ่านงานเขียนของเขา
   
 
<< หน้าที่แล้ว || หน้าถัดไป >>