Tag Archives: มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

Post Colonial Criticism: การวิจารณ์ศิลปะ-วรรณกรรมแนวหลังอาณานิคม

Post Colonial Criticism การวิจารณ์ศิลปะ-วรรณกรรมแนวหลังอาณานิคม
 นพพร ประชากุล
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อ.ไชยันต์ รัชชกูล ดำเนินรายการ: การวิจารณ์แนว Post Colonial Criticism เมื่อหลายเดือนก่อน ที่จุฬาฯ จัดประชุมเรื่องทำนองนี้ แต่คนละเรื่องกับที่ อ.นพพร จะพูด ก็หวังว่าจะเป็นคุณูปการ เป็นข้อคิด หรืออย่างน้อยเป็นข้อทักท้วงถกเถียงกับความคิดที่เราเชื่ออยู่ เชิญ อ. นพพร อ.นพพร ประชากุล : การวิจารณ์แนวหลังอาณานิคม Post Colonial Criticism วลีที่ใช้เป็นชื่ออันนี้ประกอบด้วยสองคำ คำว่า Criticism อาจไม่มีปัญหามาก แต่คำว่า Post Colonial เป็นคำที่ผมต้องสร้างความกระจ่างไว้แต่เนิ่นๆ ก็คือคำว่า หลังอาณานิคม แล้วค่อยไปทำความเข้าใจกับกิจกรรมการวิจารณ์ที่ยึดแนวนี้เป็นหลัก หัวข้อของผมวันนี้ประกอบด้วย ๔ ส่วน 
ส่วนแรก จะพูดถึง Post Colonialism หรือแนวคิดหลังอาณานิคม
ส่วนที่สอง ถัดมาจะชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างงานวิจารณ์แนวหลังอาณานิคมกับงานประพันธ์หลังอาณานิคม บ่อยครั้งมาปนกันแล้วพูดคุยกันลำบาก ผมคิดว่าต้องแยกให้ชัด ว่าจะพูดถึงการวิจารณ์ในแนวนี้หรือการประพันธ์ในแนวนี้
ส่วนที่สาม จะพูดถึงเนื้อหาสาระที่พบได้ในการวิจารณ์แนวนี้
สุดท้าย จะปิดด้วย methodology หรือวิธีวิทยาที่ใช้ในการวิจารณ์แนวนี้ 1. หัวข้อแรก ขอเริ่มด้วยการให้คำนิยามแนวคิดหลังสกุลอาณานิคมว่า ในสาขาวิชาการและความเคลื่อนไหวทางความคิดที่ศึกษาวิเคราะห์อำนาจของตะวันตก ที่มีเหนือภูมิภาคอื่นๆ ของโลก Object หรือวัตถุที่ศึกษาคือ อำนาจของตะวันตกที่มีต่อภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ซึ่งถ้าจะพูดให้ชัดกว่านี้คือ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างตะวันตกกับภูมิภาคอื่นๆ ของโลก เพราะว่ามันไม่ได้เป็นในทิศเดียวเสมอไป เมื่อสักครู่ผมพูดว่าอำนาจของตะวันตกต่อภูมิภาคอื่นๆ ของโลก แต่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลกก็ตอบโต้ได้เช่นเดียวกัน มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจอื่นๆ ที่ตอบโต้สวนทางกลับมาได้ด้วย ตรงนี้คงต้องพยายามมองให้เป็นสองทิศทาง แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ๘๐% ของการใช้อำนาจนั้น เป็นจากตะวันตกสู่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลก มากกว่าที่จะเป็นในทิศกลับกัน การที่ผมใช้คำว่าศึกษาวิเคราะห์ก็ทำให้เป็นวิชาการบริสุทธิ์ได้ง่าย ซึ่งที่จริงก็ไม่มีอยู่แล้ว วิชาการบริสุทธิ์ แต่ว่ากรณีของวิชาการแนว Post Colonial เขาประกาศออกมาแต่ต้นว่า เขามีลักษณะวิพากษ์ (critique) อยู่ในตัวเรียบร้อย ก็เป็นชุดวิชาการเดียว กระบวนทัศน์เดียวกันกับ Feminism, Marxism ในแง่ที่ว่า เอาล่ะ จะเป็นการวิเคราะห์ แต่เป็นการวิเคราะห์ที่แฝงลักษณะวิพากษ์ ไปสู่การปฏิบัติด้วย นิยามที่พูดมานี้ฟังดูครอบคลุมดี แต่มันยังกว้างเกินไป เพราะมันยังมีแนวคิดอีกแนวหนึ่งซึ่งมันใกล้เคียงกันแล้วเอามาปนกันได้ง่าย นักวิชาการบางคนเอามาปนกันเลย เช่น อ่าน โรเบิร์ต ยัง Post Colonialism and historical introduction ปรากฏว่าอ่านไปได้ชั่วโมงหนึ่งก็จับได้แล้ว นี่มันไม่ใช่ Post Colonial อย่างที่เราเข้าใจ มันคือ Anti Colonial แต่ว่าโรเบิร์ต ยัง อาจไม่สนใจ เอามาปนกันได้ แต่ผมคิดว่าต้องเคลียร์ตรงนี้ก่อน แนววิชาการอีกแนวหนึ่งที่ใกล้เคียงกันกับ Post Colonial มากๆ คือ anti Colonialism หรือ แนวคิดต่อต้านอาณานิคม ซึ่งแนวคิดต่อต้านอาณานิคม สามารถจะไปร่วมแชร์คำจำกัดความข้างหน้าที่ผมใช้เมื่อกี้ได้ เพราะมันก็ศึกษาวิเคราะห์อำนาจของตะวันตกที่มีต่อภูมิภาคอื่นของโลกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราคงจะต้องมาจำกัดความเฉพาะลงไปอีก โดยมาจ้องที่คำว่า Post ซึ่งใช้ใน Post Colonial
Posted in Beauty is a Rare Thing | Also tagged , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

สัมภาษณ์อรุณธาตี รอย : นักเขียนชื่อก้องโลกกับโลกาภิวัตน์

สัมภาษณ์อรุณธาตี รอย : นักเขียนชื่อก้องโลกกับโลกาภิวัตน์ ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักวิชาการและนักแปลอิสระ หมายเหตุ บทความแปลชิ้นนี้ ได้รับมาจากผู้เขียน ทางกองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนต้องขอขอบคุณเอาไว้ ณ ที่นี้ ต้นฉบับของบทความนี้ชื่อ Superstars and Globalization: Interviewing Arundhati Roy by Sonali Kolhatkar, Znet (บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา) บทความฟรี มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 783 เผยแพร่บนเว็ปไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๘ (บทความทั้งหมดยาวประมาณ 12.5 หน้ากระดาษ A4) Superstars and Globalization Interviewing Arundhati Roy นักเขียนชื่อก้องโลกกับโลกาภิวัตน์ บทสัมภาษณ์ อรุณธาตี รอย (Arundhati Roy) สัมภาษณ์โดย โซนาลี โกลหัตการ 16 สิงหาคม 2004 "ถ้าคุณอยู่ในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่อึงอลไปด้วยเสียงคำรามของตลาดเสรี เสียงคำรามของแสนยานุภาพยิ่งใหญ่ เสียงคำรามของการได้อยู่ ณ ใจกลางจักรภพ(1) มันยากที่จะได้ยินเสียงกระซิบจากส่วนอื่น ๆ ของโลก แต่ฉันคิดว่า พลเมืองสหรัฐฯ จำนวนมากต้องการได้ยิน" อรุณธาตี รอย, The Checkbook and the Cruise Missile, บทสนทนากับ David Barsamian ความนำ อรุณธาตี รอย มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพลุขึ้นมาในปี ค.ศ. 1997 เมื่อเธอได้รับรางวัลบุ๊กเกอร์ไพรซ์จากงานเขียนนวนิยายเรื่องแรก The God of Small Things เธอเรียนจบมาทางด้านสถาปัตยกรรม ทำงานเป็นโปรดักชั่นดีไซเนอร์ และเคยเขียนบทภาพยนตร์สองเรื่อง อรุณธาตี รอย ยังมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในด้านกิจกรรมทางสังคม เธอเคยถูกจับเข้าคุกเพราะร่วมประท้วงการสร้างเขื่อนนรมทา ในแคว้นมัธยประเทศของอินเดีย เธอมีงานเขียนทางการเมืองที่ตีพิมพ์เป็นเล่มแล้ว อาทิ Power Politics, War Talk และเล่มล่าสุดที่กำลังจะวางแผงคือ An Ordinary Person's Guide to Empire
Posted in Beauty is a Rare Thing | Also tagged , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

Günter Grass: นักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี 1999

สมเกียรติ ตั้งนโม: แปล พิมพ์ครั้งแรก : มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน [caption id="" align="alignnone" width="445" caption="Günter Grass"]Gunter Grass[/caption] กุนเธอร์ กราสส์ (Günter Grass) เกิดในปี ค.ศ.1927 ในเมือง Danzig-Langfuhr * จากครอบครัวเลือดผสมโปลิช-เยอรมัน ภายหลังจากรับใช้ชาติด้วยการเป็นทหาร และประสบชะตากรรมการตกเป็นเชลยสงครามโดยกองทัพอเมริกัน 1944-46 ต่อมา เขาได้ทำงานในฐานะแรงงานในฟาร์มและคนงานเหมือง และได้ร่ำเรียนศิลปะในดุสเซนดอร์ฟและเบอร์ลิน. ปี 1956-59 เขาได้ดำรงชีวิตในฐานะประติมากร ศิลปินกราฟิก และนักเขียนในปารีส และภายหลังต่อมาในเบอร์ลิน ในปี ค.ศ. 1955 กราสส์เป็นสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มวิพากษ์สังคม 47 หรือที่เรียกว่า the socially critical Gruppe 47 * (ภายหลังได้ถูกอธิบายด้วยความรักและอบอุ่นในหนังสือของเขาเรื่อง The Meeting at Telgte). ผลงานกวีนิพนธ์ของเขาได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1956 และบทละครเรื่องแรกของเขาได้รับการสร้างขึ้นในปี 1957. ความก้าวหน้าครั้งสำคัญในฐานะนักประพันธ์ระดับนานาชาติเกิดขึ้นในปี 1959 โดยผ่านวนิยายเล่ห์เหลี่ยมกลโกงผจญภัย แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งเรื่อง The Tin Drum (ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์โดย Schlondorff) และงานเขียนชิ้นต่อมา ด้วยมุมมองในลักษณะของการเสียดสีเหน็บแนมเกี่ยวกับความจริงของคนเยอรมัน ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่แล้วจากเรื่อง Cat and Mouse และ Dog Years งานสองชิ้นนี้ได้รับการเขียนขึ้นและได้รับการเรียกว่า the Danzig Trilogy (เรื่องราวสามตอนของเมืองแดนซิง) กราสส์เป็นคนที่กระตือรือร้นทางการเมือง ในทศวรรษที่ 1960s เขาได้มีส่วนร่วมในการณรงค์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง Willy Brandt * ในนามของพรรคสังคมประชาธิปไตย. เขาได้ไปเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบกับปัญญาชนทั้งหลายในงานเขียนเรื่อง Local Anaesthetic, เรื่อง From the Diary of a Snail และในงานเขียนของเขาเกี่ยวกับ”โศกนาฏกรรมของคนเยอรมัน”ในเรื่อง The Plebeians Rehearse the Uprising, และได้รับการตีพิมพ์สุนทรพจน์ทางการเมืองและความเรียงต่างๆ ซึ่งกราสส์ได้ให้การสนับสนุนประเทศเยอรมนีเป็นอิสระจากอุดมการณ์อันบ้าคลั่งและการปกครองแบบเผด็จการต่างๆ บ้านในวัยเด็กของเขา ณ เมือง Danzig และงานเขียนต่างๆ ในแบบสัจนิยมพิศดาร (fabulations – magical realism – เป็นแนวสัจนิยมสมัยใหม่ที่ไม่เหมือนกับขนบจารีตที่ผ่านมา เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการละเมิด ความรุนแรง ความลึกลับ ความเพ้อฝัน กระทั่งแนวทดลองเนื้อหาใหม่ๆ) ได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งในนวนิยายทำนองวิพากษ์อารยธรรม เช่นในเรื่อง The Flounder และ The Rat ซึ่งได้สะท้อนความผูกพันของกราสส์กับขบวนการเคลื่อนไหวด้านสันติภาพและสิ่งแวดล้อม ข้อถกเถียงอันร้อนแรงและการวิจารณ์ได้ถูกกระตุ้นขึ้นโดยนวนิยายชิ้นมหึมาเรื่อง Ein weites Feld (A Wide Field)* ซึ่งได้รับการวางเหตุการณ์อยู่ในปีของการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ และการพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน. ในเรื่อง My Century เขาได้นำเสนอประวัติศาสตร์ของศตวรรษที่ผ่านมาจากความคิดเห็นส่วนตัว ปีต่อปี. ในฐานะศิลปินกราฟิก บ่อยครั้งที่กราสส์ได้รับหน้าที่ออกแบบปกและภาพประกอบผลงานของเขาเองเสมอ
Posted in ทุบหัวด้วยหนังสือ, บทความ | Also tagged , , , , , , , , , , | Leave a comment