Tag Archives: นักเขียน

จาก “ปีศาจ” ถึง “ด้วยรักแห่งอุดมการณ์” จวบการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในเดือนเมษา

ชื่อบทความเดิม : จาก “ปีศาจ” ถึง “ด้วยรักแห่งอุดมการณ์” จวบการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในเดือนเมษา การเดินทางผ่านกาลเวลาของปีศาจตัวเดิม (ของศัตรูตัวใด?) บรรยากาศการเมืองในปัจจุบัน ทำให้ฉันนึกถึงนวนิยายไทยเก่าแก่สองเรื่องที่เคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว เรื่องหนึ่งคือ ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ อีกเรื่องคือ ด้วยรักแห่งอุดมการณ์ ของ วัฒน์ วรรลยางกูร บังเอิญเหลือเกินที่เป็นงานของนักเขียนรางวัลศรีบูรพาทั้งคู่ เสนีย์ เสาวพงศ์ ได้รับรางวัลศีรบูรพาเป็นคนแรก ในปี 2531 ส่วนวัฒน์ วรรลยางกูร เป็นนักเขียนรางวัลศรีบูรพาคนที่ 19 ปี 2550 นวนิยายทั้งสองเรื่องมีความเกี่ยวพันกันอยู่ อย่างน้อยที่สุดผู้เขียนเรื่องหลังก็เขียนให้ตัวละครเอกของเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านนวนิยายเรื่องแรก และยึดถือเป็นต้นแบบของอุดมคติ ซึ่งไม่ขัดกับคำอธิบายของ รศ. ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ นักวิจารณ์วรรณกรรมแห่งยุค (อ้างจาก “ปีศาจ กับอาการผีเข้าผีออกของปัญญาชนไทย,” วารสารอ่าน เล่ม 2 (กรกฎาคม-กันยายน 2551) ที่ว่า “นวนิยายเล่มนี้ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารรายสัปดาห์ สยามสมัย ในช่วงปี พ.ศ. 2496-2497 แต่ไม่เป็นที่กล่าวขานมากมายนักแต่อย่างใด ‘ยกเว้นจดหมายชื่นชมสั้นๆ จากผู้อ่านสองสามฉบับแล้วปฏิกิริยาที่นวนิยายเรื่องนี้ได้รับก็คือความเงียบงัน ไม่มีนายทุนคนใดกล้าเสี่ยงจัดพิมพ์รวมเล่มตามธรรมเนียมที่มักปฏิบัติต่อเรื่องของนักเขียนชื่อดังซึ่งลงพิมพ์ในนิตยสารชั้นนำ เพราะคิดว่าเรื่องนี้ขายไม่ได้’ ต่อเมื่อเวลาล่วงเลยไปจนถึงปี 2500 สำนักพิมพ์เกวียนทอง ของ คำสิงห์ ศรีนอก จึงได้นำมารวมพิมพ์เป็นเล่ม แต่ดังที่ทราบกันดี นวนิยายเรื่องนี้ยังมิทันได้สร้างผลสะเทือนใดๆ ก็ถูกทำให้เงียบหายไปอีกคำรบหนึ่ง เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อรัฐประหารยึดอำนาจในปี 2501 กว่าหนังสือเล่มนี้จะหวนกลับมาเป็นที่รับรู้ในหมู่นักศึกษาปัญญาชน ต้องใช้เวลานานถึงสิบกว่าปี เมื่อ วิทยากร เชียงกูล เขียนบทวิจารณ์ ‘ไม่มีข่าวจากเสนีย์ เสาวพงศ์’ ในปี 2513 และกลายเป็นหนึ่งในนิยายที่คนหนุ่มสาวต้องพกพาคู่กับคติพจน์เหมาเจ๋อตุงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นับจากนั้นมานวนิยายเล่มนี้ก็ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำอย่างต่อเนื่อง จวบจนถึงปัจจุบันได้รับการประกาศให้เป็นหนังสือดีร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่าน”
Posted in ทุบหัวด้วยหนังสือ, บทความ | Also tagged , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

The Dreamers: เมื่อคุณเป็นคนหนุ่มสาว…

เมื่อคุณเป็นตนหนุ่มสาว ชีวิตของคุณโลดโผน แปดเปื้อนทว่าบริสุทธิ์ เต็มไปด้วยพลังแต่อีกแง่มุมหนึ่งคุณไร้สาระ คุณมีความคิดที่ยิ่งใหญ่สุดท้ายคุณเป็นแค่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง คุณเป็นคนกล้าความกล้าของคุณกลับเป็นความอ่อนหัด คุณต้องการบอกให้โลกรู้ว่าพวกคุณมีอุตสาหะ มีความวิริยะ มีสิ่งที่เจิดจ้าดุจเดียวกับผู้ใหญ่สักคนจะมี แน่นอนคุณถูกกล่าวหาว่ามัวเมากับเซ็กซ์ วิปริตกับความหนักหนาสาหัสแห่งจิตวิญญาณ คุณเข้าใกล้โลกจริงที่ถูกสมมติขึ้นมากกว่าคนวัยอื่น คุณได้แต่ตั้งคำถามถึงเกมชีวิต ความบัดซบของสังคมทำให้คุณต้องแตกต่างเหมือนไอ้ขี้แพ้ที่ไร้ทางออก
Posted in Art Film, Beauty is a Rare Thing, Drama, Romance, แสงกระทบฟิล์ม | Also tagged , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

พบกับบู๊ธ ALTERNATIVE WRITERS หมายเลชบู๊ธ M12

Posted in ทุบหัวด้วยหนังสือ, บทความ | Also tagged , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

Post Colonial Criticism: การวิจารณ์ศิลปะ-วรรณกรรมแนวหลังอาณานิคม

Post Colonial Criticism การวิจารณ์ศิลปะ-วรรณกรรมแนวหลังอาณานิคม
 นพพร ประชากุล
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อ.ไชยันต์ รัชชกูล ดำเนินรายการ: การวิจารณ์แนว Post Colonial Criticism เมื่อหลายเดือนก่อน ที่จุฬาฯ จัดประชุมเรื่องทำนองนี้ แต่คนละเรื่องกับที่ อ.นพพร จะพูด ก็หวังว่าจะเป็นคุณูปการ เป็นข้อคิด หรืออย่างน้อยเป็นข้อทักท้วงถกเถียงกับความคิดที่เราเชื่ออยู่ เชิญ อ. นพพร อ.นพพร ประชากุล : การวิจารณ์แนวหลังอาณานิคม Post Colonial Criticism วลีที่ใช้เป็นชื่ออันนี้ประกอบด้วยสองคำ คำว่า Criticism อาจไม่มีปัญหามาก แต่คำว่า Post Colonial เป็นคำที่ผมต้องสร้างความกระจ่างไว้แต่เนิ่นๆ ก็คือคำว่า หลังอาณานิคม แล้วค่อยไปทำความเข้าใจกับกิจกรรมการวิจารณ์ที่ยึดแนวนี้เป็นหลัก หัวข้อของผมวันนี้ประกอบด้วย ๔ ส่วน 
ส่วนแรก จะพูดถึง Post Colonialism หรือแนวคิดหลังอาณานิคม
ส่วนที่สอง ถัดมาจะชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างงานวิจารณ์แนวหลังอาณานิคมกับงานประพันธ์หลังอาณานิคม บ่อยครั้งมาปนกันแล้วพูดคุยกันลำบาก ผมคิดว่าต้องแยกให้ชัด ว่าจะพูดถึงการวิจารณ์ในแนวนี้หรือการประพันธ์ในแนวนี้
ส่วนที่สาม จะพูดถึงเนื้อหาสาระที่พบได้ในการวิจารณ์แนวนี้
สุดท้าย จะปิดด้วย methodology หรือวิธีวิทยาที่ใช้ในการวิจารณ์แนวนี้ 1. หัวข้อแรก ขอเริ่มด้วยการให้คำนิยามแนวคิดหลังสกุลอาณานิคมว่า ในสาขาวิชาการและความเคลื่อนไหวทางความคิดที่ศึกษาวิเคราะห์อำนาจของตะวันตก ที่มีเหนือภูมิภาคอื่นๆ ของโลก Object หรือวัตถุที่ศึกษาคือ อำนาจของตะวันตกที่มีต่อภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ซึ่งถ้าจะพูดให้ชัดกว่านี้คือ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างตะวันตกกับภูมิภาคอื่นๆ ของโลก เพราะว่ามันไม่ได้เป็นในทิศเดียวเสมอไป เมื่อสักครู่ผมพูดว่าอำนาจของตะวันตกต่อภูมิภาคอื่นๆ ของโลก แต่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลกก็ตอบโต้ได้เช่นเดียวกัน มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจอื่นๆ ที่ตอบโต้สวนทางกลับมาได้ด้วย ตรงนี้คงต้องพยายามมองให้เป็นสองทิศทาง แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ๘๐% ของการใช้อำนาจนั้น เป็นจากตะวันตกสู่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลก มากกว่าที่จะเป็นในทิศกลับกัน การที่ผมใช้คำว่าศึกษาวิเคราะห์ก็ทำให้เป็นวิชาการบริสุทธิ์ได้ง่าย ซึ่งที่จริงก็ไม่มีอยู่แล้ว วิชาการบริสุทธิ์ แต่ว่ากรณีของวิชาการแนว Post Colonial เขาประกาศออกมาแต่ต้นว่า เขามีลักษณะวิพากษ์ (critique) อยู่ในตัวเรียบร้อย ก็เป็นชุดวิชาการเดียว กระบวนทัศน์เดียวกันกับ Feminism, Marxism ในแง่ที่ว่า เอาล่ะ จะเป็นการวิเคราะห์ แต่เป็นการวิเคราะห์ที่แฝงลักษณะวิพากษ์ ไปสู่การปฏิบัติด้วย นิยามที่พูดมานี้ฟังดูครอบคลุมดี แต่มันยังกว้างเกินไป เพราะมันยังมีแนวคิดอีกแนวหนึ่งซึ่งมันใกล้เคียงกันแล้วเอามาปนกันได้ง่าย นักวิชาการบางคนเอามาปนกันเลย เช่น อ่าน โรเบิร์ต ยัง Post Colonialism and historical introduction ปรากฏว่าอ่านไปได้ชั่วโมงหนึ่งก็จับได้แล้ว นี่มันไม่ใช่ Post Colonial อย่างที่เราเข้าใจ มันคือ Anti Colonial แต่ว่าโรเบิร์ต ยัง อาจไม่สนใจ เอามาปนกันได้ แต่ผมคิดว่าต้องเคลียร์ตรงนี้ก่อน แนววิชาการอีกแนวหนึ่งที่ใกล้เคียงกันกับ Post Colonial มากๆ คือ anti Colonialism หรือ แนวคิดต่อต้านอาณานิคม ซึ่งแนวคิดต่อต้านอาณานิคม สามารถจะไปร่วมแชร์คำจำกัดความข้างหน้าที่ผมใช้เมื่อกี้ได้ เพราะมันก็ศึกษาวิเคราะห์อำนาจของตะวันตกที่มีต่อภูมิภาคอื่นของโลกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราคงจะต้องมาจำกัดความเฉพาะลงไปอีก โดยมาจ้องที่คำว่า Post ซึ่งใช้ใน Post Colonial
Posted in Beauty is a Rare Thing | Also tagged , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

อนุสรณ์ ติปยานนท์: มรณสักขี

Posted in ทุบหัวด้วยหนังสือ | Also tagged , , , , , , , , , , , , | 1 Comment

ภาพยนตร์ศิลปะแนวทดลอง-ภาพยนตร์อาว็องการ์ดในโลกตะวันตก

ภาพยนตร์ศิลปะแนวทดลอง-ภาพยนตร์อาว็องการ์ดในโลกตะวันตก โดย: มณีกาญจน์ ไชยนนท์ นักวิจัย สาขาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พิมพ์ครั้งแรก: มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน แนวคิดเกี่ยวกับภาพยนตร์ ยุคเริ่มต้น 1880-1915 ภาพยนตร์ในฐานะศิลปะในยุคเงียบ (Silent Era) บริบทแรก ของการมองภาพยนตร์ในฐานะภาพรวม อย่างที่ Melies, Ricciotoo Canudo และ Abel Gance มองว่าภาพยนตร์เป็นเหมือน “ศิลปะแขนงที่หก” (1911/12) ในขณะที่ Vachel Linday ปี 1922 กวีชาวอเมริกันบอกว่า ภาพยนตร์ก็เหมือนงานสถาปัตยกรรม และนักประวัติศาสตร์ศิลป์ Elie Faure ก็เลือกใช้คำว่า “cineplastics” ที่ซึ่งเป็นตัวเลือกในการอธิบายถึงภาพยนตร์ Ricciotto Canudo บริบทต่อมา สิ่งที่ทำให้ศิลปะและภาพยนตร์ยุคแรกมาเชื่อมรวมกันคือ การสอดแทรกวัฒนธรรมน้อยลงและมีความเป็นธุรกิจการค้ามากขึ้น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่เติบโตขึ้น ใช้ตัวเชื่อมเชิงวัฒนธรรมระหว่างศิลปะและความสามารถเฉพาะตัว แต่ว่าการสร้างภาพยนตร์มีความเกี่ยวพันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับผู้มีอำนาจ ในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งต่อมานำมาซึ่งการเรียกร้องความเป็นเจ้าของหรือลิขสิทธิ์ ช่วงสำคัญของการกำเนิดภาพยนตร์ เกิดขึ้นในช่วงก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เห็นได้ชัดคือ ภาพยนตร์อเมริกันเข้าสู่ยุคเริ่มแรก (Primitives-ปฐมบรรพ์) โดยการใช้วิธีการ Single-Shot Diversions ที่ตัวตลกและนักแสดงมักใช้วิธีนี้ในการแสดงที่ลานการแสดงและโรงอุปรากร(music hall) ในช่วงปี 1903–1905 ได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งโดยการลงทุนและการคิดประดิษฐ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการละครมากขึ้น ภาพยนตร์จึงมีความยาวและละเอียดซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม และถูกผลิตด้วยเป้าหมายของการผลิตภาพยนตร์อย่างจริงจัง ภายในช่วงเวลา 10 ปี ภาพยนตร์แนว Fiction ก็ได้มีสัดส่วนในการลงทุนในการสร้างภาพยนตร์สูงมากขึ้น เช่นเรื่อง Intolerance (1916) ของ Griffith และ Cabriria (1914) ของ Pastroni ด้วยแรงผลักดันของผู้กำกับ Fiction ช่วงเริ่มแรก ก็ได้มีการพัฒนาความลื่นไหลทางภาษาภาพยนตร์ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกซึมซาบ หลงใหล เคลิบเคลิ้มไปกับอารมณ์ของภาพยนตร์
Posted in แสงกระทบฟิล์ม | Also tagged , , , , , , , , | 2 Comments

เรื่องน่ารู้ (หรือเปล่า?) เกี่ยวกับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม

เรื่องน่ารู้ (หรือเปล่า?) เกี่ยวกับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ภัควดี วีระภาสพงษ์ พิมพ์ครั้งแรกที่ ประชาไทยเวบไซต์ หมายเหตุ: อันที่จริง ผู้เขียนไม่ค่อยให้ความสนใจกับรางวัลโนเบลหรือรางวัลใด ๆ ด้านวรรณกรรมมากนัก (แน่นอน รวมทั้งซีไรท์ด้วย) บางปีก็ตกข่าวด้วยซ้ำว่าใครได้ แต่เนื่องจากผู้เขียนได้รับคำชวนที่ไม่ควรปฏิเสธจาก อ.ชัชวาล ปุญปันให้ไปร่วมงานเสวนาวิชาการในดวงใจ หัวข้อ “2009 Nobel Prizes” ที่ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา บทความนี้จึงกลายเป็นผลพวงของการหาข้อมูลไปเสวนาในวันนั้น การเขียนบทความในเรื่องที่ตัวเองยังไม่สนใจย่อมทำให้ผู้อ่านติเตียนผู้เขียนได้ -_-“ ซึ่งผู้เขียนก็ยินดีน้อมรับไว้ (แต่ก็ยังจะเขียนอยู่ดี) ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อจะได้มีงานส่งประชาไทที่นอกเหนือจากมุกละตินอเมริกาเดิม ๆ ที่ผู้เขียนเริ่มจะหมดมุกเต็มทน หลังจากที่ผู้เขียนไม่ได้ส่งงานให้ชูวัสจนเขานึกว่าผู้เขียนลาจากประชาไทไปเสียแล้ว (ความจริงคือผู้เขียนเร่งปิดต้นฉบับหนังสือแปลเล่มใหม่ ซึ่งผู้เขียนแปลชื่อหนังสือออกมาได้อย่างภาคภูมิใจระดับมาสเตอร์พีซว่า ไม่สงบจึงประเสริฐ จากชื่อภาษาอังกฤษ Blessed Unrest ผู้เขียนมีความภาคภูมิใจในการแปลชื่อหนังสือครั้งนี้มากจนพูดอวดไปทั่ว แม้แต่ในที่นี้ด้วย ส่วนตัวหนังสือจะดีไม่ดีอย่างไรหรือจะดีแค่ชื่อ ขอฝากท่านผู้อ่านพิจารณาเมื่อมันตีพิมพ์ออกมาแล้วด้วย) รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปีนี้ตกเป็นของแฮร์ทา มึลเลอร์ (Herta Müller) นักเขียนชาวเยอรมันเชื้อสายโรมาเนีย ตามข่าวกล่าวว่างานเขียนของเธอเล่าถึงชีวิตในโรมาเนียยุคอดีตประธานาธิบดีเผด็จการเชาเชสคูและวิจารณ์ระบอบสตาลิน มีหนังสือของเธอไม่กี่เล่มที่เคยแปลเป็นภาษาอังกฤษและมึลเลอร์แทบไม่เป็นที่รู้จักเลยในประเทศอื่น ๆ รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปีนี้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เช่นเคย ข้อวิจารณ์ในแง่ลบก็ดังที่กล่าวไปแล้วคือ หนังสือของเธอไม่ค่อยแพร่หลาย คำวิจารณ์ประการที่สองคือ ยุโรปได้รางวัลอีกแล้ว! การตั้งยุโรปเป็นศูนย์กลาง (Eurocentric) เป็นข้อกล่าวหาที่ยิงใส่ราชบัณฑิตยสภาสวีเดนทุกปี ไม่เพียงจากโลกที่สาม แต่รวมถึงวงการวรรณกรรมในสหรัฐอเมริกาด้วย
Posted in Beauty is a Rare Thing, ทุบหัวด้วยหนังสือ, บทความ | Also tagged , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment