My favorite book

เล่มโปรด

นิวัต พุทธประสาท

หมายเหตุ : ไม่ได้เรียงลำดับตามความชอบ

1.หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว : การ์เบียล การ์เซีย มาร์เควซ

นิยายปกแข็งเล่มหนากำลังดี แต่ตัวอักษรเล็ก ๆ ยาวเป็นพืด แปลโดยปณิธานและ ร.จันเสน เล่มนี้ ทำให้โลกการอ่านวรรณกรรมของผมเปลี่ยนไป มาร์เควซทำให้โลกจริงกับโลกฝัน การเมืองและนิทานกลายมาเป็นตำนานในนิยายที่แสนทรงเสน่ห์ ขณะเดียวกัน ทำให้ผมไม่รู้ว่านิยายที่ดีได้ถูกเขียนไปจนหมดแล้ว ที่เหลือเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวของความคิดที่หล่นกระจาย และเป็นการยากมากที่จะไปถึงยอดภูเขาได้แบบนั้น

2.แลไปข้างหน้า : ศรีบูรพา

หากถามว่าใครคือนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ผมไม่ลังเลที่จะมอบให้นักเขียนนาม ‘ศรีบูรพา’ ไปไม่ได้ โดยเฉพาะนิยายเรื่องแลไปข้างหน้าทั้งสองภาค คือการรวบยอดทางความคิดทางสังคมไทย ซึ่งมีรากฐานมาถึงปัจจุบัน การศึกษาวรรณกรรมคงมองผ่านนิยายเรื่องนี้ไปไม่ได้ เพราะนี่คือภูเขาอีกลูกที่ตระหง่านและสง่างามเป็นอย่างยิ่ง

3.สเตปเปนวูล์ฟ : เฮอร์มานน์ เฮสเส

นี่คือนิยายที่ผมอ่านได้จบเพียงรอบเดียว และพยายามจะอ่านรอบสอง รอบสาม และรอบสี่ แต่มันมีอะไรบางอย่างทำให้ไม่สามารถผ่านไปได้ แต่เป็นนิยายอีกเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตของผม สเตปเปนวูล์ฟ อ่านยากก็จริง แต่มันดิ่งลึกถึงจิตมนุษย์ และกลวิธีการเขียนน่าสนใจ เขาสนใจทั้งรูปแบบ (ที่ซ่อนเร้น) กับปรัชญาได้แนบเนียน กลวิธีจึงไม่บดบังการนำเสนอเนื้อหา

4.เงาสีขาว : แดนอรัญ แสงทอง

ถ้าพูดถึงนวนิยายรุ่นใหม่ที่ทรงอิทธิพลกับวงการแล้ว นวนิยายเรื่อง “เงาสีขาว” คือ ภาพที่ชัดเจนที่สุด เป็นแรงขับดันทางความรู้สึก อารมณ์ ศีลธรรม เซ็กซ์ และชีวิต ที่ถูกระบายออกมาอย่างจริงใจที่สุดเล่มหนึ่ง บ้างก็บอกว่ามันคือนิยายที่ฟูมฟาย แต่อีกด้านหนึ่ง มันกลับเต็มไปด้วยสีสัน และยากที่จะเขียนเลียนแบบ หรือที่จะดำเนินรอยตาม

5.วิหารทองคำ : ยูกิโอะ มิชิมา

นักเขียนญี่ปุ่นคนนี้เขียนหนังสือได้ทั้งละเอียด ละเมียดละไม ใส่ใจรายละเอียด เขาเขียนถึงการคว้านท้อง ความตาย แรงสะเทือนใจ ชีวิตหลังสงครามโลก ได้ชนิดที่เรียกว่าเราไม่อาจจะทำได้อีก ที่จริงผมชอบงานของมิชิมาทุกเล่ม แต่ที่เลือกพูดถึงเล่มนี้เพราะว่ามันเป็นเล่มที่เขาระเบิดความรู้สึกออกมาเต็มที่

6.Generation X : Douglas Coupland

ดักกลาสเป็นทั้งเสือปืนไว เป็นนักเขียนร่วมสมัยชาวอเมริกันที่มองสังคมสมัยใหม่ ทั้งน่าหลงใหล ทั้งเสียดสี เยาะเย้ย ถากถาง ทั้งเข้าถึงวัยรุ่น เขาไม่ใช่นักเขียนที่ดีที่สุด แต่เป็นคนที่จับกระแสสมัยใหม่ได้เร็ว ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัตินักเขียนรุ่นใหม่ดดยแท้

7.ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต : มิลาน คุนเดอรา

นี่เป็นนักเขียนอีกคนที่ชื่อของเขาดังกว่ารางวัลโนเบล นั่นเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เขาไม่ได้รางวัลนี้เสียที มิลาน คือสุดยอดของนักเขียนที่เปรียบเทียบบุคคล สิ่งของ เหตุการณ์ ให้ออกมาในเชิงวิจารณ์ที่เราอ่านแล้วต้องเชื่อ เขาเป็นคนที่น่าหลงใหล พอ ๆ กับตัวเอกในเรื่องของเขา เป็นนักเขียนที่ฉลาดเป็นกรด

8.ปิศาจ : เสนีย์ เสาวพงศ์

ผมเคยพูดในงานเสวนาหนึ่งว่า ร้านหนังสือทั่วประเทศน่าจะต้องวางขายนิยายเล่มนี้เอาไว้บนชั้นตลอดเวลา เพราะอะไร เพราะนิยายเล่มนี้คือแรงบันดาลใจ เป็นเหมือนการจุดความฝัน อุดมการณ์ การต่อสู้ ของคนหนุ่มสาว ผมเชื่อว่าถ้าคนหนุ่มสาวได้อ่านเล่มนี้ตั้งแต่ยังหนุ่ม พวกเขาจะแกร่งกล้าด้วยอุดมการณ์แรงกล้า บางทีอาจจะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาได้ ถ้าพวกเขาเป็นนักการเมือง พวกเขาจะเป็นนักการเมืองที่ดี นี่เป็นอีกสาเหตุที่หนังสือเล่มนี้ต้องหาซื้อได้ตลอดเวลา

Go straight to Post

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 8.8/10 (6 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 2 votes)
  • Google Bookmarks
  • Hotmail
  • Facebook
  • Bebo
  • Twitter
  • Yahoo Mail
  • Multiply
  • Amazon Wish List
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark
Posted in ทุบหัวด้วยหนังสือ | Tagged , , , , , , , , , , | Leave a comment

Like Water For Chocolate

มหัศจรรย์ภาพยนตร์ในแบบอัตถนิยมมายา

โดย หอมรำเพย
ตั้งแต่ภาพยนตร์กำเนิดขึ้นมายาภาพบนหนังล้วนถูกเกสรรค์ให้ภาพยนตร์เป็นเหมือนจริง มากกว่าเสกสรรค์ให้มันกลายเป็นเรื่องโกหก เราจึงแลเห็นเทคนิคต่าง ๆ ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อทำให้ผู้คนเดินเข้าไปในโลกที่ผู้กำกับสร้างขึ้นอย่างเสมือนจริง ดูนั่นสิ “อวตาร” ภาพดาวเพนโดราที่ประกาศว่ามันมีอยู่จริง แม้มันคือโลกจินตนาการก็ตามที

ตรงข้ามกับหนังอัตถนิยมมายาหรือในภาษาฝรั่งเรียกว่า Magical Realism ที่เล่าเรื่องราวเป็นตุเป็นตะ ว่าด้วยเรื่องเล่าเหนือจริงกึ่งตำนาน ในสังคมโลกที่สามเรามักมีตำนานเก่าเล่าผ่านปากผู้เฒ่าของหมู่บ้าน เรื่องพวกนั้นช่างเหลือเชื่อ แต่ก็ยืนยันว่ามันเป็นเรื่องจริงเพราะคนที่เล่าต่อกันมาคือยายทวดของเราเอง

Click เพื่ออ่านต่อ “Like Water For Chocolate”
Go straight to Post

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 8.7/10 (3 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: +2 (from 2 votes)
  • Google Bookmarks
  • Hotmail
  • Facebook
  • Bebo
  • Twitter
  • Yahoo Mail
  • Multiply
  • Amazon Wish List
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark
Posted in Art Film, Drama, Romance, ทุบหัวด้วยหนังสือ, แสงกระทบฟิล์ม | Tagged , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

แรงกระเพื่อมของปัจเจกชน

ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร: แรงกระเพื่อมของปัจเจกชน

โดย ‘หอมรำเพย’

ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง

ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร” เป็นรวมเรื่องสั้นเล่มที่สองของทินกร หุตางกูร นักเขียนร่วมสมัยที่หลายคนยกย่องให้ผลงานของเขาแปลกตา มีเอกลักษณ์เฉพาะ อย่างที่หานักเขียนร่วมสมัยของไทยเสมอเหมือน งานเขียนของทินกรมีรูปแบบที่เป็นอิสระ หากจะบอกว่าตัวตนของเขาเกิดจากภาวะไม่สามารถเคลื่อนย้ายทางกายภาพ ทว่าสิ่งที่เคลื่อนผ่านในตัวของทินกรตลอดเวลาก็คือความสดใหม่ โดยเฉพาะในแง่ความคิดและจินตนาการ

ทินกรไม่นำเสนองานเขียนในเชิงแฟนตาซีแบบที่นักเขียนรุ่นใหม่ชอบใช้กัน จินตนาการของเขามักจะเป็นการจัดสรรค์ให้ตัวละครอยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว เยาวชนที่ต้องเผชิญชะตากรรมโดดเดี่ยว การปิดโอกาสให้พวกเขาไปสู่พื้นที่โลกจริง กับโลกฝันดูเหมือนจะแนบแน่นไปกับตัวบทที่นักเขียนต้องการ ตัวละครสาวอย่าง “บุษบาบัน” ในเรื่องทัชมาฮาล คือภาพเด็กสาวที่ถูกจำกัดพื้นที่ พวกเขาพึ่งพาข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก ขณะเดียวกันชีวิตที่หมองเศร้าและไม่สามารถกำหนดเองได้ ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมแสนเศร้า ตัวเรื่องสั้น “ทัชมาฮาล” ดำเนินตามรูปรอยในแบบ “โรมีโอแอนด์จูลียต” ของ เชกสเปียร์ กระนั้นเงาร่างของเรื่องสั้นก็ยังคงดำเนินไปแบบเรื่องสั้นของทินกร ที่หยอดลูกเล่นที่เขาถนัดลงไปไม่เสื่อมคลาย

ในเรื่องสั้น “โลกใหม่” ทินกรยังคงดำเนินรูปรอยของเทพนิยาย เพียงแต่เปลี่ยนห้วงเวลาในอดีตมาสู่ยุคปัจจุบัน การต่อต้านอำนาจของผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นดังการขบถเล็ก ๆ ของเหล่านักเรียน อุดมคติของเสรีชนมักถูกแสดงออกผ่านทางตัวละครที่ถูกกำหนดชะตากรรมในทางใดทางหนึ่งเสมอ

เรื่องราวการต่อสู้ทางการเมืองกลับมาเข้มข้นอีกครั้งในเรื่องสั้น “ฟ้าไร้ดาว” กระนั้นทินกร ก็ยังคงนำเสนอเรื่องราวผ่านตัวละครที่เป็นเด็ก ความฝันของเด็กนั้นช่วยกระตุ้นห้วงคิดในวัยวันของผู้อ่าน ไปสู่จินตนาการที่อยากจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ในงานเขียนของทินกรไม่ได้มุ่งเน้นภาพวีรบุรุษ ทว่าเขาเลือกใช้ตัวเอกที่เป็นเด็กชายผอมผิวซีดอ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจอยู่เสมอ โดยตัวเอกเหล่านั้นเข้มแข็งเสมอเมื่อต้องต่อสู้เพื่อเสรีภาพ แม้ว่าผลรับในปลายทางจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม พวกเขามักเดินไปสู่จุดนั้น

ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร” รวบรวมเก้าเรื่องสั้นของทินกร อันเป็นเรื่องสั้นที่ก้าวถัดมาจาก “คนไต่ลวดบนดาวสีฟ้า” ผู้อ่านมองเห็นพัฒนาการในงานเขียนของเขาได้จากเก้าเรื่องสั้นเล่มนี้ ทินกรก้าวข้ามเรื่องโรแมนติกฝันเพ้อ ลงลึกถึงเรื่องสั้นที่มากด้วยรายละเอียดปลีกย่อย ทินกรเป็นนักเขียนไม่กี่คนที่ทำให้เรื่องสั้นที่ยากต่อการอ่าน อ่านได้ง่ายในสไตล์ของเขา และเขาน่าจะเป็นนักเขียนที่อยู่ในใจผู้อ่านตลอดกาล

รายละเอียดหนังสือ

ชื่อเล่ม: ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร

ชื่อผู้ประพันธ์: ทินกร หุตางกูร

ประเภท: รวมเรื่องสั้น

สำนักพิมพ์: เม่นวรรณกรรม

พิมพ์ครั้งที่สอง ตุลาคม 2552

เลขมาตรฐานประจำหนังสือ ISBN: 978-616-90415-0-4

จัดจำหน่าย: บริษัท เคล็ดไทย จำกัด

จำนวนหน้า: 280 หน้า

ราคา: 200 บาท

Go straight to Post

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 7.0/10 (5 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: +2 (from 4 votes)
  • Google Bookmarks
  • Hotmail
  • Facebook
  • Bebo
  • Twitter
  • Yahoo Mail
  • Multiply
  • Amazon Wish List
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark
Posted in ทุบหัวด้วยหนังสือ | Tagged , , , , , , , , , , | Leave a comment

Tango

หนังซ้อนเบื้องหลังหนัง

ไม่บ่อยนักที่ผมจะซื้อแผ่นซีดีเพลงประกอบหนังมาฟังก่อนได้ดูหนัง ทว่ากฎนี้ของตัวเองหมดไป เพราะผมอดใจที่จะฟังเพลงจากเรื่อง Tango ก่อนไม่ได้ แล้วก็ไม่ผิดหวัง เพราะซีดีเพลงประกอบหนังชุดนี้ถือว่าสุดยอดชุดหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่ชอบเพลงแทงโก้ ส่วนคนที่จะเริ่มฟังเพลงคลาสสิก หรือกำลังหาเพลงประเภทนี้มาฟัง ซีดีประกอบหนังชุดนี้สมบูรณ์ และไพเราะมาก ๆ

เมื่อได้ชมเรื่อง Tango ในภายหลัง สิ่งที่พบก็คือเพลงประกอบที่ได้ฟังก่อนไม่ได้มีผลทำให้ดูหนังเรื่องนี้สนุกน้อยลง แถมดนตรียังอบร่ำพร้อมไปกับการเต้นรำตลอดทั้งเรื่อง ด้วยลีลาที่ยั่วยวน แสนบาดตาในแบบการเต้นที่ทำให้คนที่เต้นแทงโก้ไม่เป็นอย่างผม อยากไปหัดเต้นบ้าง

มาริโอร้างรักกับคนรักเก่า เขาต้องดูแลและกำกับละครเวที ท่ามกลางนักเต้น นักแสดงมากมาย ระหว่างการซ้อมเขาได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ทำให้เขาตกหลุมรักเธอ แต่ภาพน่าหวาดสยองในจินตนาการของเขา ทำให้มาริโอคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างละครกับชีวิตจริงเป็นส่วนเดียวกัน โดยเขาคิดว่าถ้าไม่หยุดยั้งให้เรื่องดำเนินต่อไป มันจะนำไปสู่โศกนาฎกรรมและความตาย

Tango เป็นหนังที่เล่าเรื่องเบื้องหลังของละคร ขณะที่เรื่องดำเนินไป ตัวเรื่องก็แสดงให้เห็นถึงเบื้องหลังของหนัง หมายความว่าคนดูได้ดูหนังที่เป็นเบื้องหลัง ที่เป็นที่มาที่ไปของหนังเรื่องนี้ ราวกับคนดูเข้าไปมีส่วนได้รับรู้ปัญหาในการสร้างควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะในห้วงคิดคำนึงของมาริโอ กลายเป็นแกนของการดำเนินเรื่องไปโดยปริยาย

มุมกล้อง การจัดแสง การวางตำแหน่งฉาก การร้อยฉากเต้น Tango และจังหวะการใส่ดนตรีประกอบ อยู่ในจังหวะที่พอเหมาะพอดี

หลายคนเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบต่างกล่าวกันว่า หนังเรื่องนี้คล้ายคลึงกับหนังอย่าง 8 ½ ของยอดผู้กำกับเฟลินี ขณะเดียวกันอารมณ์ของ Tango ไม่ได้เน้นความเป็นดรามาอย่างถึงที่สุด Carlos Saura (ผู้กำกับและคนเขียนเรื่อง) ดึงอารมณ์คนดูให้กระเจิดกระเจิงด้วยความยั่วยวนของการเต้นมากกว่า และต้องยอมรับว่าจังหวะแทงโก้มีมนต์เสน่ห์เพียงพอที่ทำให้หัวใจของเราโลดแล่นไปกับจังหวะของมัน

หากปราศจากฉากการเต้นรำเสียแล้วหนังเรื่องนี้แทบจะไม่มีอะไรมากกว่าการดูเบื้องหลังโรงที่ว่างเปล่า และดนตรีประกอบกลายมาเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งหลายฉากโดดเด่นพอเพียงกับการเป็นตัวเอก หรือตัวละครขึ้นมาอีกตัวโดยไม่ยาก

มีหนังเกี่ยวกับการเต้นรำไม่กี่เรื่องที่จะพาให้คนดูได้เคลิบเคลิ้มไปกับลีลา – ลีลาศ และทุกจังหวะที่คู่เต้นถูกดึงเข้ามาแนบชิดกัน ผมพบว่าตัวเองกำลังมองหาโรงเรียนลีลาศสักแห่ง และบอกตัวเองว่าแม้หุ่นไม่ให้แต่ใจรักนะจ๊ะ

Go straight to Post

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 8.0/10 (3 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: +2 (from 4 votes)
  • Google Bookmarks
  • Hotmail
  • Facebook
  • Bebo
  • Twitter
  • Yahoo Mail
  • Multiply
  • Amazon Wish List
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark
Posted in Art Film, Romance, แสงกระทบฟิล์ม | Tagged , , , , , , , | Leave a comment

อนุสรณ์ ติปยานนท์: มรณสักขี

ภาพเลือนของความจริง

โดย หอมรำเพย

มรณสักขี: อนุสรณ์ ติปยานนท์

มรณสักขี เป็นผลงานเล่มใหม่ล่าสุดของอนุสรณ์ ติปยานนท์ หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องสั้นเรื่องเดียว จัดพิมพ์ในรูปแบบพ็อคเก็ตบุ๊คขนาดกระทัดรัด จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เคหวัตถุ ซึ่งอนุสรณ์เป็นผู้ก่อตั้ง ปัจจุบันนักเขียนต้องขยับตัวเองมาเป็นผู้ผลิตหนังสือ แม้การสวมหมวกหลายใบจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่โดยความเป็นจริงแล้วความบิดเบี้ยวของระบบในเมืองไทยมันไม่สามารถแก้ปัญหาของรากเหง้าได้ องคายพของวรรณกรรมจึงถูกขับเคลื่อนในแบบจุดเล็ก ๆ จากคนเล็ก ๆ มากกว่าสำนักพิมพ์ใหญ่ หรือองค์กรทางวรรณกรรม ในปัจจุบันนักเขียนต้องดิ้นรนผลิตหนังสือเล่มเล็ก ๆ กันเอง เพื่อให้ผลงานของตนอยู่ในกระแสธุรกิจหนังสือที่เข้มข้นด้วยการตลาดและเรื่องไร้สาระ

มรณสักขีเองก็ต้องดิ้นรนบนเส้นทางนั้น

เรื่องสั้นเรื่องนี้ของอนุสรณ์แตกต่างจากงานเล่มก่อนอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะ “ลอนดอนความรักในรอยจูบ” เนื้อเรื่องที่มุ่งเน้นวาดภาพจริงกับภาพฝัน จินตนาการและเรื่องจริง ประวัติศาสตร์และความเป็นไปล้วนถูกลากเส้นทับซ้อนกันในตัวเรื่อง เส้นแบ่ง Fiction กับ Non-Fiction ไม่เหลือหลงให้จับ มันถูกเกลี่ยให้อยู่ภายม่านหมอกของวรรณกรรม ตัวละครที่มีอยู่จริง ตัวละครที่อยู่ในตำนาน ตัวละครที่เป็นประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ที่เข้มข้นของตัวเรื่อง ก่อให้ผู้อ่านสงสัยที่จะเดินทางไปยังตัวอักษร

ในความเห็นของผู้เขียนบทความมีความเห็นว่ามรณสักขีสามารถขยายร่างไปสู่นิยายได้ เนื่องจากรายละเอียดของตัวเรื่องมีมาก ขณะเดียวกันมันถูกออกแบบให้เป้นเรื่องสั้นจึงจำเป็นต้องนำเสนอแง่มุมเดียว ซึ่งเมื่ออ่านจบพบว่ามันยังคงขาดห้วงทางความรู้สึก แน่นอนผู้เขียนนำพาเรื่องราวได้อย่างไหลลื่น ทว่ามันก็ยังคงไม่เต็มอิ่มในฐานะคนอ่าน

กระนั้นเลยเราก็มองเห็นว่าความสนใจของอนุสรณ์นั้นกำลังเปิดกว้างไปสู่เส้นที่ใหม่ขึ้นและดูเหมือนเขาจะทำได้ดีเมื่อกล้าขีดเส้นความจริงความฝันปะปนกัน การสลายเส้นแบ่งนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง

รายละเอียดของหนังสือ

ผู้แต่ง: อนุสรณ์ ติปยานนท์

ชื่อเล่ม: มรณสักขี

ประเภท: เรื่องสั้น

สำนักพิมพ์: เคหวัตถุ

พิมพ์ครั้งแรก: ธันวาคม 2552

จัดจำหน่ายโดย: บริษัท เคล็ดไทย จำกัด

เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ: 978-974-235-699-6

ราคา: 60 บาท

TitleVotesRatingReview
จาก “ปีศาจ” ถึง “ด้วยรักแห่งอุดมการณ์” จวบการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในเดือนเมษา59.8-1.0
ย้อนรำลึกความรักย่ิงใหญ่ของ"ชนิด สายประดิษฐ์" คู่ยากชีวิต"ศรีบูรพา"แม้ความตายพรากแต่รักยังนิรันดร59.8-1.0
เรื่องน่ารู้ (หรือเปล่า?) เกี่ยวกับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม49.8-1.0
สิงห์สนามหลวงสนทนา: คินคาคุจิ ท้าวมหาพรหม และมาเชล ดูชองพ์49.5-1.0
พบกับบู๊ธ ALTERNATIVE WRITERS หมายเลชบู๊ธ M12 49.5-1.0
The Dreamers: เมื่อคุณเป็นคนหนุ่มสาว...69.3-1.0
หนังสือแห่งปี 255339.3-1.0
My favorite book68.8-1.0
Günter Grass: นักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี 199948.85.8
หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว48.8-1.0

Go straight to Post

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 6.0/10 (4 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: +2 (from 4 votes)
  • Google Bookmarks
  • Hotmail
  • Facebook
  • Bebo
  • Twitter
  • Yahoo Mail
  • Multiply
  • Amazon Wish List
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark
Posted in ทุบหัวด้วยหนังสือ | Tagged , , , , , , , , , , , , , | 1 Comment

ภาพยนตร์ศิลปะแนวทดลอง-ภาพยนตร์อาว็องการ์ดในโลกตะวันตก

ภาพยนตร์ศิลปะแนวทดลอง-ภาพยนตร์อาว็องการ์ดในโลกตะวันตก

โดย: มณีกาญจน์ ไชยนนท์

นักวิจัย
สาขาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

พิมพ์ครั้งแรก: มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

แนวคิดเกี่ยวกับภาพยนตร์

ยุคเริ่มต้น 1880-1915 ภาพยนตร์ในฐานะศิลปะในยุคเงียบ (Silent Era)

บริบทแรก ของการมองภาพยนตร์ในฐานะภาพรวม อย่างที่ Melies, Ricciotoo Canudo และ Abel Gance มองว่าภาพยนตร์เป็นเหมือน “ศิลปะแขนงที่หก” (1911/12) ในขณะที่ Vachel Linday ปี 1922 กวีชาวอเมริกันบอกว่า ภาพยนตร์ก็เหมือนงานสถาปัตยกรรม และนักประวัติศาสตร์ศิลป์ Elie Faure ก็เลือกใช้คำว่า “cineplastics” ที่ซึ่งเป็นตัวเลือกในการอธิบายถึงภาพยนตร์

Ricciotto Canudo
บริบทต่อมา สิ่งที่ทำให้ศิลปะและภาพยนตร์ยุคแรกมาเชื่อมรวมกันคือ การสอดแทรกวัฒนธรรมน้อยลงและมีความเป็นธุรกิจการค้ามากขึ้น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่เติบโตขึ้น ใช้ตัวเชื่อมเชิงวัฒนธรรมระหว่างศิลปะและความสามารถเฉพาะตัว แต่ว่าการสร้างภาพยนตร์มีความเกี่ยวพันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับผู้มีอำนาจ ในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งต่อมานำมาซึ่งการเรียกร้องความเป็นเจ้าของหรือลิขสิทธิ์

ช่วงสำคัญของการกำเนิดภาพยนตร์ เกิดขึ้นในช่วงก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เห็นได้ชัดคือ ภาพยนตร์อเมริกันเข้าสู่ยุคเริ่มแรก (Primitives-ปฐมบรรพ์) โดยการใช้วิธีการ Single-Shot Diversions ที่ตัวตลกและนักแสดงมักใช้วิธีนี้ในการแสดงที่ลานการแสดงและโรงอุปรากร(music hall) ในช่วงปี 1903–1905 ได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งโดยการลงทุนและการคิดประดิษฐ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการละครมากขึ้น ภาพยนตร์จึงมีความยาวและละเอียดซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม และถูกผลิตด้วยเป้าหมายของการผลิตภาพยนตร์อย่างจริงจัง ภายในช่วงเวลา 10 ปี ภาพยนตร์แนว Fiction ก็ได้มีสัดส่วนในการลงทุนในการสร้างภาพยนตร์สูงมากขึ้น เช่นเรื่อง Intolerance (1916) ของ Griffith และ Cabriria (1914) ของ Pastroni ด้วยแรงผลักดันของผู้กำกับ Fiction ช่วงเริ่มแรก ก็ได้มีการพัฒนาความลื่นไหลทางภาษาภาพยนตร์ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกซึมซาบ หลงใหล เคลิบเคลิ้มไปกับอารมณ์ของภาพยนตร์

Click เพื่ออ่านต่อ “ภาพยนตร์ศิลปะแนวทดลอง-ภาพยนตร์อาว็องการ์ดในโลกตะวันตก”
Go straight to Post

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 8.5/10 (2 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: +2 (from 2 votes)
  • Google Bookmarks
  • Hotmail
  • Facebook
  • Bebo
  • Twitter
  • Yahoo Mail
  • Multiply
  • Amazon Wish List
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark
Posted in แสงกระทบฟิล์ม | Tagged , , , , , , , , , | 2 Comments

เรื่องน่ารู้ (หรือเปล่า?) เกี่ยวกับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม

เรื่องน่ารู้ (หรือเปล่า?) เกี่ยวกับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม

ภัควดี วีระภาสพงษ์

พิมพ์ครั้งแรกที่ ประชาไทยเวบไซต์

หมายเหตุ: อันที่จริง ผู้เขียนไม่ค่อยให้ความสนใจกับรางวัลโนเบลหรือรางวัลใด ๆ ด้านวรรณกรรมมากนัก (แน่นอน รวมทั้งซีไรท์ด้วย) บางปีก็ตกข่าวด้วยซ้ำว่าใครได้ แต่เนื่องจากผู้เขียนได้รับคำชวนที่ไม่ควรปฏิเสธจาก อ.ชัชวาล ปุญปันให้ไปร่วมงานเสวนาวิชาการในดวงใจ หัวข้อ “2009 Nobel Prizes” ที่ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา บทความนี้จึงกลายเป็นผลพวงของการหาข้อมูลไปเสวนาในวันนั้น

การเขียนบทความในเรื่องที่ตัวเองยังไม่สนใจย่อมทำให้ผู้อ่านติเตียนผู้เขียนได้ -_-“ ซึ่งผู้เขียนก็ยินดีน้อมรับไว้ (แต่ก็ยังจะเขียนอยู่ดี) ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อจะได้มีงานส่งประชาไทที่นอกเหนือจากมุกละตินอเมริกาเดิม ๆ ที่ผู้เขียนเริ่มจะหมดมุกเต็มทน หลังจากที่ผู้เขียนไม่ได้ส่งงานให้ชูวัสจนเขานึกว่าผู้เขียนลาจากประชาไทไปเสียแล้ว (ความจริงคือผู้เขียนเร่งปิดต้นฉบับหนังสือแปลเล่มใหม่ ซึ่งผู้เขียนแปลชื่อหนังสือออกมาได้อย่างภาคภูมิใจระดับมาสเตอร์พีซว่า ไม่สงบจึงประเสริฐ จากชื่อภาษาอังกฤษ Blessed Unrest ผู้เขียนมีความภาคภูมิใจในการแปลชื่อหนังสือครั้งนี้มากจนพูดอวดไปทั่ว แม้แต่ในที่นี้ด้วย ส่วนตัวหนังสือจะดีไม่ดีอย่างไรหรือจะดีแค่ชื่อ ขอฝากท่านผู้อ่านพิจารณาเมื่อมันตีพิมพ์ออกมาแล้วด้วย)

รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปีนี้ตกเป็นของแฮร์ทา มึลเลอร์ (Herta Müller) นักเขียนชาวเยอรมันเชื้อสายโรมาเนีย ตามข่าวกล่าวว่างานเขียนของเธอเล่าถึงชีวิตในโรมาเนียยุคอดีตประธานาธิบดีเผด็จการเชาเชสคูและวิจารณ์ระบอบสตาลิน มีหนังสือของเธอไม่กี่เล่มที่เคยแปลเป็นภาษาอังกฤษและมึลเลอร์แทบไม่เป็นที่รู้จักเลยในประเทศอื่น ๆ

รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปีนี้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เช่นเคย ข้อวิจารณ์ในแง่ลบก็ดังที่กล่าวไปแล้วคือ หนังสือของเธอไม่ค่อยแพร่หลาย คำวิจารณ์ประการที่สองคือ ยุโรปได้รางวัลอีกแล้ว! การตั้งยุโรปเป็นศูนย์กลาง (Eurocentric) เป็นข้อกล่าวหาที่ยิงใส่ราชบัณฑิตยสภาสวีเดนทุกปี ไม่เพียงจากโลกที่สาม แต่รวมถึงวงการวรรณกรรมในสหรัฐอเมริกาด้วย

Click เพื่ออ่านต่อ “เรื่องน่ารู้ (หรือเปล่า?) เกี่ยวกับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม”
Go straight to Post

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 9.8/10 (4 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: +2 (from 4 votes)
  • Google Bookmarks
  • Hotmail
  • Facebook
  • Bebo
  • Twitter
  • Yahoo Mail
  • Multiply
  • Amazon Wish List
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark
Posted in Beauty is a Rare Thing, ทุบหัวด้วยหนังสือ, บทความ | Tagged , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment
WordPress Loves AJAX