ที่เรียกว่าอำมาตยาธิปไตย กับทุนนิยมสามานย์

ที่เรียกว่าอำมาตยาธิปไตย กับทุนนิยมสามานย์

โดย เกษียร เตชะพีระ

หล่อสร้างชาติ

หล่อสร้างชาติ

เมื่อ 7 ปีก่อน ในงานรำลึกทศวรรษพฤษภาประชาธรรม วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 ผมได้ร่วมอภิปรายหัวข้อ “10 ปีพฤษภา ความทรงจำของสังคมกับการปฏิรูปการเมือง” ณ ห้องประชุม อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กับผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหนึ่ง รวมทั้ง คุณคำนูณ สิทธิสมาน สื่อมวลชนอิสระซึ่งปัจจุบันเป็นสมาชิกวุฒิสภา

ในครั้งนั้นผมได้เท้าความเปรียบเทียบบริบททางการเมืองที่แตกต่างกันระหว่างช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 – 6 ตุลาคม 2519 อันเป็นยุคสมัยแห่งการปฏิวัติที่ทุนนิยมกำลังถูกโค่นล้มและท้าทายทั่วโลก ขณะสังคมนิยมพุ่งแรงแข็งกล้า กับเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 อันเป็นยุคสมัยแห่ง “อวสานประวัติศาสตร์” ที่สังคมนิยมล่มสลายลงแทบทั้งโลก ส่วนทุนนิยมกลับรุ่งโรจน์โชติช่วงภายใต้ระเบียบโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่

ผมได้วิเคราะห์จำแนก โครงการปฏิรูปเสรีนิยม (The Liberal Reform Project) ของพลังประชาสังคม กระฎุมพี ที่ประกอบไปด้วยนักบริหารธุรกิจใหญ่ นักการเมืองคนชั้นกลางชาวเมือง นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก เทคโนแครต และนักรณรงค์สิทธิมนุษยชน กับ โครงการปฏิรูปประชาธิปไตย (The Democratic Reform Project) ของพลังการเมืองภาคประชาชนชั้นล่าง ที่ประกอบไปด้วยเครือข่ายองค์กรชาวบ้านรากหญ้ากับพันธมิตรในหมู่องค์กรพัฒนาเอกชนและนักวิชาการ/ปัญญาชนสาธารณะจำนวนหนึ่ง ซึ่งทั้งสองโครงการต่างเป็นกระแสเคลื่อนไหวสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม 2535 และนำไปสู่รัฐธรรมนูญปฏิรูปการเมือง 2540 ในที่สุด

และท้ายสุดผมเสนอว่าขอบฟ้าพรมแดนหรือกรอบใหญ่ของความทรงจำและการปฏิรูปสังคมไทยในรอบ 10 ปีหลังพฤษภาคม 2535 มี 2 ประการได้แก่ ทุนนิยมกับสถาบันกษัตริย์

ความจริง ผมประมวลรอบยอดความเข้าใจประการสุดท้ายนี้มาจากการได้ร่วมคิดร่วมงานกับคุณคำนูณ ผู้เป็นบรรณาธิการคอลัมน์การเมืองที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันต่อกันนานหลายปีหลังพฤษภาคม 2535 น่าสนใจที่ในการอภิปรายครั้งเดียวกันนั้น นอกจากคุณคำนูณจะแสดงความเห็นด้วยกว้างๆ กับข้อวิเคราะห์ข้างต้นแล้ว เขายังชี้ว่าเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดความตึงเครียดขัดแย้งกันขึ้นในขอบฟ้าพรมแดนดังกล่าวด้วย

ตอนนั้นเป็นเวลาเพียงปีเศษหลังรัฐบาลทักษิณขึ้นสู่ตำแหน่ง และเมื่อมองย้อนกลับไป ข้อสังเกตของคุณคำนูณก็นับว่า truly prophetic หรือแม่นยำราวเทพพยากรณ์โดยแท้…..

อาจกล่าวได้ว่าความขัดแย้งในขอบฟ้าพรมแดนของการปฏิรูปสังคมการเมืองไทยในรอบทศวรรษที่สองหลังเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม 2535 นี้มี อำนาจบริหารจัดการโลกาภิวัตน์ เป็นเดิมพัน

โดยโครงการชี้นำทิศทางการบริหารจัดการประเทศไทยทางเศรษฐกิจการเมืองหลักๆ ที่ปรากฏขึ้นเคียงขนานกันได้แก่ : -

โครงการเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งไม่ใช่การปฏิเสธเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์อย่างเบ็ดเสร็จ แต่พยายามดำเนินปฏิสัมพันธ์กับเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ภายใต้การกำกับของระเบียบการเมืองและคุณธรรมทางเศรษฐกิจอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข, กับ

โครงการทักษิโณมิคส์ อันเป็นสัญญาประชาคมใหม่ที่ผูกผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่ซึ่งเข้าสู่แวดวงธุรกิจการเมืองโดยตรงเข้ากับผลประโยชน์ของคนชั้นกลางระดับล่างในชนบทและคนจนเมืองในเศรษฐกิจนอกระบบ, ผูกแนวทางเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ที่เอียงข้างกลุ่มทุนพวกพ้องเส้นสายเข้ากับนโยบายประชาบริโภคนิยมเพื่อทุนนิยมสำหรับผู้ออกคะแนนเสียงเลือกตั้ง

หลังจากผ่านการปะทะต่อสู้หลายรอบในสี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรอบสุดท้ายกรณีสงกรานต์เลือด ก็น่าจะพอเห็นชัดขึ้นแล้วว่า ปมเงื่อนแห่งความขัดแย้ง เอาเข้าจริงไม่ใช่เรื่องที่จะให้เลือกเอาระหว่างทุนนิยมกับคอมมิวนิสต์, หรือระหว่างระบอบสาธารณรัฐกับระบอบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังที่โจษขานร่ำลือกันแต่อย่างใด ยกเว้นกรณีผู้มีทรรศนะสุดโต่งส่วนน้อยไม่กี่ราย

หากเป็นว่าในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกันนี้ การได้มาซึ่งอำนาจรัฐจะผ่านวิถีทางใดเป็นหลัก? การเลือกตั้งโดยเสียงข้างมาก หรือ การสรรหา/แต่งตั้งผู้มีความเป็นไทย/ความดีโดยเสียงข้างน้อย? ดุลแห่งสถานภาพและดุลแห่งการใช้อำนาจระหว่างสองวิถีทางนี้จะอยู่ตรงจุดไหน? อย่างไร?

อีกทั้งอำนาจของรัฐในการบริหารจัดการทุนนิยมโลกาภิวัตน์กล่าวให้ถึงที่สุดจะอยู่ที่ฝ่ายใด? อยู่ที่ เครือข่ายข้าราชบริพารและข้าราชการที่ไม่ได้มาจากเสียงข้างมาก หรือ เครือข่ายธุรกิจการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง?

คำว่า “อำมาตยาธิปไตย” กับ “ทุนนิยมสามานย์” โดยเนื้อแท้แล้วก็คือภาษาการเมืองสาธารณะที่ต่างฝ่ายต่างใช้เรียกหากล่าวขวัญถึงเครือข่ายอำนาจฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง

จากกรอบโจทย์ใหญ่ข้างต้น อาจแตกประเด็นเป็นโจทย์ย่อยต่อเนื่องกันออกมาได้อีก เช่น : -

- จะถอนทหารออกจากวงการเมือง (depoliticization) เพื่อกลับสู่กรมกองในฐานะทหารอาชีพ (professionalism) ผู้อยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญและอำนาจบัญชาการของรัฐบาลพลเรือนอีกครั้งหนึ่งได้อย่างไร?

- ควรขีดเส้นจำกัดบทบาทอันเหมาะสมของตุลาการภิวัตน์ (judicial review) ไว้ตรงไหนอย่างไร จึงจะไม่เลื่อนไหลเลยเถิดกลายเป็นตุลาการธิปไตย (judicial rule)?

- บทบาทขององคมนตรีควรเป็นเช่นไร? มีขอบเขตอันเหมาะสมอยู่ตรงไหน? จึงจะทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาแด่องค์พระประมุขตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยได้ดีที่สุด?

- จะจัดการป้องปรามควบคุมปัญหาการเลือกตั้งไม่เสรีและไม่เป็นธรรม, การทุจริตคอร์รัปชั่นและฉวยใช้อำนาจโดยมิชอบที่มีอยู่จริงของนักการเมืองจากการเลือกตั้งอย่างไร? ด้วยกลไกกระบวนการเช่นใด? จึงจะไม่ละเลยหรือบ่อนทำลายหลักการปกครองโดยเสียงข้างมาก, ความเสมอภาคทางการเมืองและอำนาจอธิปไตยของประชาชน (majority rule, political equality & popular sovereignty) ในระบอบประชาธิปไตย…

แต่ขณะเดียวกันก็ป้องกันไม่ให้มันเสื่อมทรามกลายเป็นระบอบประชาธิปไตยอำนาจนิยมหรือไม่เสรี (authoritarian or illiberal democracy) หรือกระทั่งทรราชของเสียงข้างมาก (tyranny of the majority) ที่กดขี่สิทธิของเสียงข้างน้อยและบุคคล (individual & minority rights) และทำลายหลักนิติรัฐ (the rule of law) อันเป็นการละเมิดหลักการปกครองโดยมีอำนาจจำกัด (limited government)?

- จะป้องกันไม่ให้การใช้สิทธิชุมนุมประท้วงโดยสงบสันติและปราศจากอาวุธหรือนัยหนึ่งอารยะขัดขืน (civil disobedience) ของการเมืองภาคประชาชนเสื่อมทรามกลายเป็นการใช้อำนาจเถื่อนของฝูงชน (mob rule) ที่บังคับข่มเหงคนส่วนใหญ่โดยเอาประเทศเป็นตัวประกัน, การตั้งกองกำลังติดอาวุธและก่อการร้ายทางการเมือง (political terrorism), อนาธิปไตย (anarchy) และภาวะรัฐล้มเหลว (failed state) อย่างไร?

อนึ่ง การปรากฏตัวของคู่ขัดแย้งทางชนชั้น, ตัวแทนและพันธมิตรของแต่ละฝ่ายก็ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจอันหยาบทื่อล้วนๆ แต่เชื่อมผสานแนบแน่นกับปัจจัยละเอียดอ่อนทางการเมืองและวัฒนธรรม

อาทิ ฐานมวลชนแต่ละฝ่ายของคู่ขัดแย้งต่างเชื่อมผสานกับกลุ่มอำนาจไหน เพราะเหตุใด? เงื่อนไขใดในฐานะความเป็นอยู่ของพวกเขาที่เอื้ออำนวยให้เข้าถึงกลุ่มอำนาจนั้นๆ ได้ดีกว่า? ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มข้าราชการทหาร ตำรวจ ตุลาการ องคมนตรี หรือนักการเมืองจากการเลือกตั้งมุ้ง-พรรค-ภูมิภาค-ท้องถิ่นต่างๆ

สัญลักษณ์สีเหลืองหรือสีแดงถูกนำไปประกอบสร้างความหมายทางการเมืองขึ้นเช่นใด? ยี่ห้อเครือข่ายพันธมิตรหรือบุคลาทิษฐานทักษิณถูกนำไปใช้นิยามเอกลักษณ์ทางการเมืองเฉพาะตนเฉพาะกลุ่มว่าอย่างไร?, เอเอสทีวีหรือดีทีวี, ผู้จัดการหรือประชาทรรศน์, เว็บข่าวเว็บบอร์ดต่างๆ ฯลฯ กลายสภาพเป็นสื่อผูกขาด “ความจริง” เฉพาะกลุ่มได้เช่นไร? เป็นต้น

หากความสำคัญของโจทย์การเมืองปัจจุบันข้างต้นฟังขึ้น ผมเกรงว่าเท่าที่เห็น การนำทางการเมือง ที่พยายามมุ่งแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างรู้สำนึกเท่าทัน ตรงเป้าและทรงพลัง – ไม่ว่าจะแก้ได้หรือไม่ และถูกหรือผิดก็ตาม – ยังหาไม่ได้จากซีกรัฐบาล

พรรคแกนนำหรือนายกรัฐมนตรี ซึ่งดูจะหวนกลับไปสู่โหมดการซื้อเวลา ต่อปากต่อคำรายวันและหมกมุ่นแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยปราศจากวิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปรับเปลี่ยนปัญหาเชิงโครงสร้างการเมือง เหมือนที่เคยเป็นมาก่อนสงกรานต์อีก

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 5.3/10 (4 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: +4 (from 4 votes)
ที่เรียกว่าอำมาตยาธิปไตย กับทุนนิยมสามานย์, 5.3 out of 10 based on 4 ratings
  • Google Bookmarks
  • Hotmail
  • Facebook
  • Bebo
  • Twitter
  • Yahoo Mail
  • Multiply
  • Amazon Wish List
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark
This entry was posted in บทความ and tagged , , , , . Bookmark the permalink. Post a comment or leave a trackback: Trackback URL.

One Comment