Post Colonial Criticism: การวิจารณ์ศิลปะ-วรรณกรรมแนวหลังอาณานิคม

Post Colonial Criticism การวิจารณ์ศิลปะ-วรรณกรรมแนวหลังอาณานิคม


นพพร ประชากุล
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อ.ไชยันต์ รัชชกูล ดำเนินรายการ: การวิจารณ์แนว Post Colonial Criticism เมื่อหลายเดือนก่อน ที่จุฬาฯ จัดประชุมเรื่องทำนองนี้ แต่คนละเรื่องกับที่ อ.นพพร จะพูด ก็หวังว่าจะเป็นคุณูปการ เป็นข้อคิด หรืออย่างน้อยเป็นข้อทักท้วงถกเถียงกับความคิดที่เราเชื่ออยู่ เชิญ อ. นพพร

อ.นพพร ประชากุล : การวิจารณ์แนวหลังอาณานิคม Post Colonial Criticism วลีที่ใช้เป็นชื่ออันนี้ประกอบด้วยสองคำ คำว่า Criticism อาจไม่มีปัญหามาก แต่คำว่า Post Colonial เป็นคำที่ผมต้องสร้างความกระจ่างไว้แต่เนิ่นๆ ก็คือคำว่า หลังอาณานิคม แล้วค่อยไปทำความเข้าใจกับกิจกรรมการวิจารณ์ที่ยึดแนวนี้เป็นหลัก

หัวข้อของผมวันนี้ประกอบด้วย ๔ ส่วน 
ส่วนแรก จะพูดถึง Post Colonialism หรือแนวคิดหลังอาณานิคม
ส่วนที่สอง ถัดมาจะชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างงานวิจารณ์แนวหลังอาณานิคมกับงานประพันธ์หลังอาณานิคม บ่อยครั้งมาปนกันแล้วพูดคุยกันลำบาก ผมคิดว่าต้องแยกให้ชัด ว่าจะพูดถึงการวิจารณ์ในแนวนี้หรือการประพันธ์ในแนวนี้
ส่วนที่สาม จะพูดถึงเนื้อหาสาระที่พบได้ในการวิจารณ์แนวนี้
สุดท้าย จะปิดด้วย methodology หรือวิธีวิทยาที่ใช้ในการวิจารณ์แนวนี้

1. หัวข้อแรก ขอเริ่มด้วยการให้คำนิยามแนวคิดหลังสกุลอาณานิคมว่า ในสาขาวิชาการและความเคลื่อนไหวทางความคิดที่ศึกษาวิเคราะห์อำนาจของตะวันตก ที่มีเหนือภูมิภาคอื่นๆ ของโลก Object หรือวัตถุที่ศึกษาคือ อำนาจของตะวันตกที่มีต่อภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ซึ่งถ้าจะพูดให้ชัดกว่านี้คือ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างตะวันตกกับภูมิภาคอื่นๆ ของโลก เพราะว่ามันไม่ได้เป็นในทิศเดียวเสมอไป

เมื่อสักครู่ผมพูดว่าอำนาจของตะวันตกต่อภูมิภาคอื่นๆ ของโลก แต่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลกก็ตอบโต้ได้เช่นเดียวกัน มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจอื่นๆ ที่ตอบโต้สวนทางกลับมาได้ด้วย ตรงนี้คงต้องพยายามมองให้เป็นสองทิศทาง แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ๘๐% ของการใช้อำนาจนั้น เป็นจากตะวันตกสู่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลก มากกว่าที่จะเป็นในทิศกลับกัน

การที่ผมใช้คำว่าศึกษาวิเคราะห์ก็ทำให้เป็นวิชาการบริสุทธิ์ได้ง่าย ซึ่งที่จริงก็ไม่มีอยู่แล้ว วิชาการบริสุทธิ์ แต่ว่ากรณีของวิชาการแนว Post Colonial เขาประกาศออกมาแต่ต้นว่า เขามีลักษณะวิพากษ์ (critique) อยู่ในตัวเรียบร้อย ก็เป็นชุดวิชาการเดียว กระบวนทัศน์เดียวกันกับ Feminism, Marxism ในแง่ที่ว่า เอาล่ะ จะเป็นการวิเคราะห์ แต่เป็นการวิเคราะห์ที่แฝงลักษณะวิพากษ์ ไปสู่การปฏิบัติด้วย

นิยามที่พูดมานี้ฟังดูครอบคลุมดี แต่มันยังกว้างเกินไป เพราะมันยังมีแนวคิดอีกแนวหนึ่งซึ่งมันใกล้เคียงกันแล้วเอามาปนกันได้ง่าย นักวิชาการบางคนเอามาปนกันเลย เช่น อ่าน โรเบิร์ต ยัง Post Colonialism and historical introduction ปรากฏว่าอ่านไปได้ชั่วโมงหนึ่งก็จับได้แล้ว นี่มันไม่ใช่ Post Colonial อย่างที่เราเข้าใจ มันคือ Anti Colonial แต่ว่าโรเบิร์ต ยัง อาจไม่สนใจ เอามาปนกันได้ แต่ผมคิดว่าต้องเคลียร์ตรงนี้ก่อน

แนววิชาการอีกแนวหนึ่งที่ใกล้เคียงกันกับ Post Colonial มากๆ คือ anti Colonialism หรือ แนวคิดต่อต้านอาณานิคม ซึ่งแนวคิดต่อต้านอาณานิคม สามารถจะไปร่วมแชร์คำจำกัดความข้างหน้าที่ผมใช้เมื่อกี้ได้ เพราะมันก็ศึกษาวิเคราะห์อำนาจของตะวันตกที่มีต่อภูมิภาคอื่นของโลกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราคงจะต้องมาจำกัดความเฉพาะลงไปอีก โดยมาจ้องที่คำว่า Post ซึ่งใช้ใน Post Colonial

Click เพื่ออ่านต่อ “Post Colonial Criticism: การวิจารณ์ศิลปะ-วรรณกรรมแนวหลังอาณานิคม”
Go straight to Post

VN:F [1.8.5_1061]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.8.5_1061]
Rating: 0 (from 0 votes)
  • Google Bookmarks
  • Hotmail
  • Facebook
  • Bebo
  • Twitter
  • Yahoo Mail
  • Multiply
  • Amazon Wish List
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark
Posted in Beauty is a Rare Thing | Tagged , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

My favorite book

เล่มโปรด

นิวัต พุทธประสาท

หมายเหตุ : ไม่ได้เรียงลำดับตามความชอบ

1.หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว : การ์เบียล การ์เซีย มาร์เควซ

นิยายปกแข็งเล่มหนากำลังดี แต่ตัวอักษรเล็ก ๆ ยาวเป็นพืด แปลโดยปณิธานและ ร.จันเสน เล่มนี้ ทำให้โลกการอ่านวรรณกรรมของผมเปลี่ยนไป มาร์เควซทำให้โลกจริงกับโลกฝัน การเมืองและนิทานกลายมาเป็นตำนานในนิยายที่แสนทรงเสน่ห์ ขณะเดียวกัน ทำให้ผมไม่รู้ว่านิยายที่ดีได้ถูกเขียนไปจนหมดแล้ว ที่เหลือเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวของความคิดที่หล่นกระจาย และเป็นการยากมากที่จะไปถึงยอดภูเขาได้แบบนั้น

2.แลไปข้างหน้า : ศรีบูรพา

หากถามว่าใครคือนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ผมไม่ลังเลที่จะมอบให้นักเขียนนาม ‘ศรีบูรพา’ ไปไม่ได้ โดยเฉพาะนิยายเรื่องแลไปข้างหน้าทั้งสองภาค คือการรวบยอดทางความคิดทางสังคมไทย ซึ่งมีรากฐานมาถึงปัจจุบัน การศึกษาวรรณกรรมคงมองผ่านนิยายเรื่องนี้ไปไม่ได้ เพราะนี่คือภูเขาอีกลูกที่ตระหง่านและสง่างามเป็นอย่างยิ่ง

3.สเตปเปนวูล์ฟ : เฮอร์มานน์ เฮสเส

นี่คือนิยายที่ผมอ่านได้จบเพียงรอบเดียว และพยายามจะอ่านรอบสอง รอบสาม และรอบสี่ แต่มันมีอะไรบางอย่างทำให้ไม่สามารถผ่านไปได้ แต่เป็นนิยายอีกเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตของผม สเตปเปนวูล์ฟ อ่านยากก็จริง แต่มันดิ่งลึกถึงจิตมนุษย์ และกลวิธีการเขียนน่าสนใจ เขาสนใจทั้งรูปแบบ (ที่ซ่อนเร้น) กับปรัชญาได้แนบเนียน กลวิธีจึงไม่บดบังการนำเสนอเนื้อหา

4.เงาสีขาว : แดนอรัญ แสงทอง

ถ้าพูดถึงนวนิยายรุ่นใหม่ที่ทรงอิทธิพลกับวงการแล้ว นวนิยายเรื่อง “เงาสีขาว” คือ ภาพที่ชัดเจนที่สุด เป็นแรงขับดันทางความรู้สึก อารมณ์ ศีลธรรม เซ็กซ์ และชีวิต ที่ถูกระบายออกมาอย่างจริงใจที่สุดเล่มหนึ่ง บ้างก็บอกว่ามันคือนิยายที่ฟูมฟาย แต่อีกด้านหนึ่ง มันกลับเต็มไปด้วยสีสัน และยากที่จะเขียนเลียนแบบ หรือที่จะดำเนินรอยตาม

5.วิหารทองคำ : ยูกิโอะ มิชิมา

นักเขียนญี่ปุ่นคนนี้เขียนหนังสือได้ทั้งละเอียด ละเมียดละไม ใส่ใจรายละเอียด เขาเขียนถึงการคว้านท้อง ความตาย แรงสะเทือนใจ ชีวิตหลังสงครามโลก ได้ชนิดที่เรียกว่าเราไม่อาจจะทำได้อีก ที่จริงผมชอบงานของมิชิมาทุกเล่ม แต่ที่เลือกพูดถึงเล่มนี้เพราะว่ามันเป็นเล่มที่เขาระเบิดความรู้สึกออกมาเต็มที่

6.Generation X : Douglas Coupland

ดักกลาสเป็นทั้งเสือปืนไว เป็นนักเขียนร่วมสมัยชาวอเมริกันที่มองสังคมสมัยใหม่ ทั้งน่าหลงใหล ทั้งเสียดสี เยาะเย้ย ถากถาง ทั้งเข้าถึงวัยรุ่น เขาไม่ใช่นักเขียนที่ดีที่สุด แต่เป็นคนที่จับกระแสสมัยใหม่ได้เร็ว ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัตินักเขียนรุ่นใหม่ดดยแท้

7.ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต : มิลาน คุนเดอรา

นี่เป็นนักเขียนอีกคนที่ชื่อของเขาดังกว่ารางวัลโนเบล นั่นเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เขาไม่ได้รางวัลนี้เสียที มิลาน คือสุดยอดของนักเขียนที่เปรียบเทียบบุคคล สิ่งของ เหตุการณ์ ให้ออกมาในเชิงวิจารณ์ที่เราอ่านแล้วต้องเชื่อ เขาเป็นคนที่น่าหลงใหล พอ ๆ กับตัวเอกในเรื่องของเขา เป็นนักเขียนที่ฉลาดเป็นกรด

8.ปิศาจ : เสนีย์ เสาวพงศ์

ผมเคยพูดในงานเสวนาหนึ่งว่า ร้านหนังสือทั่วประเทศน่าจะต้องวางขายนิยายเล่มนี้เอาไว้บนชั้นตลอดเวลา เพราะอะไร เพราะนิยายเล่มนี้คือแรงบันดาลใจ เป็นเหมือนการจุดความฝัน อุดมการณ์ การต่อสู้ ของคนหนุ่มสาว ผมเชื่อว่าถ้าคนหนุ่มสาวได้อ่านเล่มนี้ตั้งแต่ยังหนุ่ม พวกเขาจะแกร่งกล้าด้วยอุดมการณ์แรงกล้า บางทีอาจจะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาได้ ถ้าพวกเขาเป็นนักการเมือง พวกเขาจะเป็นนักการเมืองที่ดี นี่เป็นอีกสาเหตุที่หนังสือเล่มนี้ต้องหาซื้อได้ตลอดเวลา

Go straight to Post

VN:F [1.8.5_1061]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.8.5_1061]
Rating: 0 (from 0 votes)
  • Google Bookmarks
  • Hotmail
  • Facebook
  • Bebo
  • Twitter
  • Yahoo Mail
  • Multiply
  • Amazon Wish List
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark
Posted in ทุบหัวด้วยหนังสือ | Tagged , , , , , , , , , , | Leave a comment

Like Water For Chocolate

มหัศจรรย์ภาพยนตร์ในแบบอัตถนิยมมายา

โดย หอมรำเพย
ตั้งแต่ภาพยนตร์กำเนิดขึ้นมายาภาพบนหนังล้วนถูกเกสรรค์ให้ภาพยนตร์เป็นเหมือนจริง มากกว่าเสกสรรค์ให้มันกลายเป็นเรื่องโกหก เราจึงแลเห็นเทคนิคต่าง ๆ ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อทำให้ผู้คนเดินเข้าไปในโลกที่ผู้กำกับสร้างขึ้นอย่างเสมือนจริง ดูนั่นสิ “อวตาร” ภาพดาวเพนโดราที่ประกาศว่ามันมีอยู่จริง แม้มันคือโลกจินตนาการก็ตามที

ตรงข้ามกับหนังอัตถนิยมมายาหรือในภาษาฝรั่งเรียกว่า Magical Realism ที่เล่าเรื่องราวเป็นตุเป็นตะ ว่าด้วยเรื่องเล่าเหนือจริงกึ่งตำนาน ในสังคมโลกที่สามเรามักมีตำนานเก่าเล่าผ่านปากผู้เฒ่าของหมู่บ้าน เรื่องพวกนั้นช่างเหลือเชื่อ แต่ก็ยืนยันว่ามันเป็นเรื่องจริงเพราะคนที่เล่าต่อกันมาคือยายทวดของเราเอง

Click เพื่ออ่านต่อ “Like Water For Chocolate”
Go straight to Post

VN:F [1.8.5_1061]
Rating: 8.5/10 (2 votes cast)
VN:F [1.8.5_1061]
Rating: +2 (from 2 votes)
  • Google Bookmarks
  • Hotmail
  • Facebook
  • Bebo
  • Twitter
  • Yahoo Mail
  • Multiply
  • Amazon Wish List
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark
Posted in Art Film, Drama, Romance, ทุบหัวด้วยหนังสือ, แสงกระทบฟิล์ม | Tagged , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

แรงกระเพื่อมของปัจเจกชน

ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร: แรงกระเพื่อมของปัจเจกชน

โดย ‘หอมรำเพย’

ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง

ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร” เป็นรวมเรื่องสั้นเล่มที่สองของทินกร หุตางกูร นักเขียนร่วมสมัยที่หลายคนยกย่องให้ผลงานของเขาแปลกตา มีเอกลักษณ์เฉพาะ อย่างที่หานักเขียนร่วมสมัยของไทยเสมอเหมือน งานเขียนของทินกรมีรูปแบบที่เป็นอิสระ หากจะบอกว่าตัวตนของเขาเกิดจากภาวะไม่สามารถเคลื่อนย้ายทางกายภาพ ทว่าสิ่งที่เคลื่อนผ่านในตัวของทินกรตลอดเวลาก็คือความสดใหม่ โดยเฉพาะในแง่ความคิดและจินตนาการ

ทินกรไม่นำเสนองานเขียนในเชิงแฟนตาซีแบบที่นักเขียนรุ่นใหม่ชอบใช้กัน จินตนาการของเขามักจะเป็นการจัดสรรค์ให้ตัวละครอยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว เยาวชนที่ต้องเผชิญชะตากรรมโดดเดี่ยว การปิดโอกาสให้พวกเขาไปสู่พื้นที่โลกจริง กับโลกฝันดูเหมือนจะแนบแน่นไปกับตัวบทที่นักเขียนต้องการ ตัวละครสาวอย่าง “บุษบาบัน” ในเรื่องทัชมาฮาล คือภาพเด็กสาวที่ถูกจำกัดพื้นที่ พวกเขาพึ่งพาข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก ขณะเดียวกันชีวิตที่หมองเศร้าและไม่สามารถกำหนดเองได้ ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมแสนเศร้า ตัวเรื่องสั้น “ทัชมาฮาล” ดำเนินตามรูปรอยในแบบ “โรมีโอแอนด์จูลียต” ของ เชกสเปียร์ กระนั้นเงาร่างของเรื่องสั้นก็ยังคงดำเนินไปแบบเรื่องสั้นของทินกร ที่หยอดลูกเล่นที่เขาถนัดลงไปไม่เสื่อมคลาย

ในเรื่องสั้น “โลกใหม่” ทินกรยังคงดำเนินรูปรอยของเทพนิยาย เพียงแต่เปลี่ยนห้วงเวลาในอดีตมาสู่ยุคปัจจุบัน การต่อต้านอำนาจของผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นดังการขบถเล็ก ๆ ของเหล่านักเรียน อุดมคติของเสรีชนมักถูกแสดงออกผ่านทางตัวละครที่ถูกกำหนดชะตากรรมในทางใดทางหนึ่งเสมอ

เรื่องราวการต่อสู้ทางการเมืองกลับมาเข้มข้นอีกครั้งในเรื่องสั้น “ฟ้าไร้ดาว” กระนั้นทินกร ก็ยังคงนำเสนอเรื่องราวผ่านตัวละครที่เป็นเด็ก ความฝันของเด็กนั้นช่วยกระตุ้นห้วงคิดในวัยวันของผู้อ่าน ไปสู่จินตนาการที่อยากจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ในงานเขียนของทินกรไม่ได้มุ่งเน้นภาพวีรบุรุษ ทว่าเขาเลือกใช้ตัวเอกที่เป็นเด็กชายผอมผิวซีดอ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจอยู่เสมอ โดยตัวเอกเหล่านั้นเข้มแข็งเสมอเมื่อต้องต่อสู้เพื่อเสรีภาพ แม้ว่าผลรับในปลายทางจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม พวกเขามักเดินไปสู่จุดนั้น

ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร” รวบรวมเก้าเรื่องสั้นของทินกร อันเป็นเรื่องสั้นที่ก้าวถัดมาจาก “คนไต่ลวดบนดาวสีฟ้า” ผู้อ่านมองเห็นพัฒนาการในงานเขียนของเขาได้จากเก้าเรื่องสั้นเล่มนี้ ทินกรก้าวข้ามเรื่องโรแมนติกฝันเพ้อ ลงลึกถึงเรื่องสั้นที่มากด้วยรายละเอียดปลีกย่อย ทินกรเป็นนักเขียนไม่กี่คนที่ทำให้เรื่องสั้นที่ยากต่อการอ่าน อ่านได้ง่ายในสไตล์ของเขา และเขาน่าจะเป็นนักเขียนที่อยู่ในใจผู้อ่านตลอดกาล

รายละเอียดหนังสือ

ชื่อเล่ม: ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร

ชื่อผู้ประพันธ์: ทินกร หุตางกูร

ประเภท: รวมเรื่องสั้น

สำนักพิมพ์: เม่นวรรณกรรม

พิมพ์ครั้งที่สอง ตุลาคม 2552

เลขมาตรฐานประจำหนังสือ ISBN: 978-616-90415-0-4

จัดจำหน่าย: บริษัท เคล็ดไทย จำกัด

จำนวนหน้า: 280 หน้า

ราคา: 200 บาท

Go straight to Post

VN:F [1.8.5_1061]
Rating: 6.0/10 (3 votes cast)
VN:F [1.8.5_1061]
Rating: +1 (from 3 votes)
  • Google Bookmarks
  • Hotmail
  • Facebook
  • Bebo
  • Twitter
  • Yahoo Mail
  • Multiply
  • Amazon Wish List
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark
Posted in ทุบหัวด้วยหนังสือ | Tagged , , , , , , , , , , | Leave a comment

Tango

หนังซ้อนเบื้องหลังหนัง

ไม่บ่อยนักที่ผมจะซื้อแผ่นซีดีเพลงประกอบหนังมาฟังก่อนได้ดูหนัง ทว่ากฎนี้ของตัวเองหมดไป เพราะผมอดใจที่จะฟังเพลงจากเรื่อง Tango ก่อนไม่ได้ แล้วก็ไม่ผิดหวัง เพราะซีดีเพลงประกอบหนังชุดนี้ถือว่าสุดยอดชุดหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่ชอบเพลงแทงโก้ ส่วนคนที่จะเริ่มฟังเพลงคลาสสิก หรือกำลังหาเพลงประเภทนี้มาฟัง ซีดีประกอบหนังชุดนี้สมบูรณ์ และไพเราะมาก ๆ

เมื่อได้ชมเรื่อง Tango ในภายหลัง สิ่งที่พบก็คือเพลงประกอบที่ได้ฟังก่อนไม่ได้มีผลทำให้ดูหนังเรื่องนี้สนุกน้อยลง แถมดนตรียังอบร่ำพร้อมไปกับการเต้นรำตลอดทั้งเรื่อง ด้วยลีลาที่ยั่วยวน แสนบาดตาในแบบการเต้นที่ทำให้คนที่เต้นแทงโก้ไม่เป็นอย่างผม อยากไปหัดเต้นบ้าง

มาริโอร้างรักกับคนรักเก่า เขาต้องดูแลและกำกับละครเวที ท่ามกลางนักเต้น นักแสดงมากมาย ระหว่างการซ้อมเขาได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ทำให้เขาตกหลุมรักเธอ แต่ภาพน่าหวาดสยองในจินตนาการของเขา ทำให้มาริโอคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างละครกับชีวิตจริงเป็นส่วนเดียวกัน โดยเขาคิดว่าถ้าไม่หยุดยั้งให้เรื่องดำเนินต่อไป มันจะนำไปสู่โศกนาฎกรรมและความตาย

Tango เป็นหนังที่เล่าเรื่องเบื้องหลังของละคร ขณะที่เรื่องดำเนินไป ตัวเรื่องก็แสดงให้เห็นถึงเบื้องหลังของหนัง หมายความว่าคนดูได้ดูหนังที่เป็นเบื้องหลัง ที่เป็นที่มาที่ไปของหนังเรื่องนี้ ราวกับคนดูเข้าไปมีส่วนได้รับรู้ปัญหาในการสร้างควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะในห้วงคิดคำนึงของมาริโอ กลายเป็นแกนของการดำเนินเรื่องไปโดยปริยาย

มุมกล้อง การจัดแสง การวางตำแหน่งฉาก การร้อยฉากเต้น Tango และจังหวะการใส่ดนตรีประกอบ อยู่ในจังหวะที่พอเหมาะพอดี

หลายคนเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบต่างกล่าวกันว่า หนังเรื่องนี้คล้ายคลึงกับหนังอย่าง 8 ½ ของยอดผู้กำกับเฟลินี ขณะเดียวกันอารมณ์ของ Tango ไม่ได้เน้นความเป็นดรามาอย่างถึงที่สุด Carlos Saura (ผู้กำกับและคนเขียนเรื่อง) ดึงอารมณ์คนดูให้กระเจิดกระเจิงด้วยความยั่วยวนของการเต้นมากกว่า และต้องยอมรับว่าจังหวะแทงโก้มีมนต์เสน่ห์เพียงพอที่ทำให้หัวใจของเราโลดแล่นไปกับจังหวะของมัน

หากปราศจากฉากการเต้นรำเสียแล้วหนังเรื่องนี้แทบจะไม่มีอะไรมากกว่าการดูเบื้องหลังโรงที่ว่างเปล่า และดนตรีประกอบกลายมาเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งหลายฉากโดดเด่นพอเพียงกับการเป็นตัวเอก หรือตัวละครขึ้นมาอีกตัวโดยไม่ยาก

มีหนังเกี่ยวกับการเต้นรำไม่กี่เรื่องที่จะพาให้คนดูได้เคลิบเคลิ้มไปกับลีลา – ลีลาศ และทุกจังหวะที่คู่เต้นถูกดึงเข้ามาแนบชิดกัน ผมพบว่าตัวเองกำลังมองหาโรงเรียนลีลาศสักแห่ง และบอกตัวเองว่าแม้หุ่นไม่ให้แต่ใจรักนะจ๊ะ

Go straight to Post

VN:F [1.8.5_1061]
Rating: 7.5/10 (2 votes cast)
VN:F [1.8.5_1061]
Rating: +2 (from 4 votes)
  • Google Bookmarks
  • Hotmail
  • Facebook
  • Bebo
  • Twitter
  • Yahoo Mail
  • Multiply
  • Amazon Wish List
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark
Posted in Art Film, Romance, แสงกระทบฟิล์ม | Tagged , , , , , , , | Leave a comment

อนุสรณ์ ติปยานนท์: มรณสักขี

ภาพเลือนของความจริง

โดย หอมรำเพย

มรณสักขี: อนุสรณ์ ติปยานนท์

มรณสักขี เป็นผลงานเล่มใหม่ล่าสุดของอนุสรณ์ ติปยานนท์ หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องสั้นเรื่องเดียว จัดพิมพ์ในรูปแบบพ็อคเก็ตบุ๊คขนาดกระทัดรัด จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เคหวัตถุ ซึ่งอนุสรณ์เป็นผู้ก่อตั้ง ปัจจุบันนักเขียนต้องขยับตัวเองมาเป็นผู้ผลิตหนังสือ แม้การสวมหมวกหลายใบจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่โดยความเป็นจริงแล้วความบิดเบี้ยวของระบบในเมืองไทยมันไม่สามารถแก้ปัญหาของรากเหง้าได้ องคายพของวรรณกรรมจึงถูกขับเคลื่อนในแบบจุดเล็ก ๆ จากคนเล็ก ๆ มากกว่าสำนักพิมพ์ใหญ่ หรือองค์กรทางวรรณกรรม ในปัจจุบันนักเขียนต้องดิ้นรนผลิตหนังสือเล่มเล็ก ๆ กันเอง เพื่อให้ผลงานของตนอยู่ในกระแสธุรกิจหนังสือที่เข้มข้นด้วยการตลาดและเรื่องไร้สาระ

มรณสักขีเองก็ต้องดิ้นรนบนเส้นทางนั้น

เรื่องสั้นเรื่องนี้ของอนุสรณ์แตกต่างจากงานเล่มก่อนอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะ “ลอนดอนความรักในรอยจูบ” เนื้อเรื่องที่มุ่งเน้นวาดภาพจริงกับภาพฝัน จินตนาการและเรื่องจริง ประวัติศาสตร์และความเป็นไปล้วนถูกลากเส้นทับซ้อนกันในตัวเรื่อง เส้นแบ่ง Fiction กับ Non-Fiction ไม่เหลือหลงให้จับ มันถูกเกลี่ยให้อยู่ภายม่านหมอกของวรรณกรรม ตัวละครที่มีอยู่จริง ตัวละครที่อยู่ในตำนาน ตัวละครที่เป็นประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ที่เข้มข้นของตัวเรื่อง ก่อให้ผู้อ่านสงสัยที่จะเดินทางไปยังตัวอักษร

ในความเห็นของผู้เขียนบทความมีความเห็นว่ามรณสักขีสามารถขยายร่างไปสู่นิยายได้ เนื่องจากรายละเอียดของตัวเรื่องมีมาก ขณะเดียวกันมันถูกออกแบบให้เป้นเรื่องสั้นจึงจำเป็นต้องนำเสนอแง่มุมเดียว ซึ่งเมื่ออ่านจบพบว่ามันยังคงขาดห้วงทางความรู้สึก แน่นอนผู้เขียนนำพาเรื่องราวได้อย่างไหลลื่น ทว่ามันก็ยังคงไม่เต็มอิ่มในฐานะคนอ่าน

กระนั้นเลยเราก็มองเห็นว่าความสนใจของอนุสรณ์นั้นกำลังเปิดกว้างไปสู่เส้นที่ใหม่ขึ้นและดูเหมือนเขาจะทำได้ดีเมื่อกล้าขีดเส้นความจริงความฝันปะปนกัน การสลายเส้นแบ่งนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง

รายละเอียดของหนังสือ

ผู้แต่ง: อนุสรณ์ ติปยานนท์

ชื่อเล่ม: มรณสักขี

ประเภท: เรื่องสั้น

สำนักพิมพ์: เคหวัตถุ

พิมพ์ครั้งแรก: ธันวาคม 2552

จัดจำหน่ายโดย: บริษัท เคล็ดไทย จำกัด

เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ: 978-974-235-699-6

ราคา: 60 บาท

TitleVotesRatingReview
เรื่องน่ารู้ (หรือเปล่า?) เกี่ยวกับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม49.8-1.0
Günter Grass: นักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี 199948.85.8
หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว38.7-1.0
สัมภาษณ์อรุณธาตี รอย : นักเขียนชื่อก้องโลกกับโลกาภิวัตน์ 47.3-1.0
สายสัมพันธ์อันแปลกประหลาด47.34.7
มาเล่นแผ่นเสียงกันเถอะ47.0-1.0
Persona : ความสัมพันธ์จากด้านใน37.0-1.0
เกริ่นนำ46.35.9
แรงกระเพื่อมของปัจเจกชน36.0-1.0
ที่เรียกว่าอำมาตยาธิปไตย กับทุนนิยมสามานย์35.7-1.0

Go straight to Post

VN:F [1.8.5_1061]
Rating: 5.0/10 (3 votes cast)
VN:F [1.8.5_1061]
Rating: +2 (from 4 votes)
  • Google Bookmarks
  • Hotmail
  • Facebook
  • Bebo
  • Twitter
  • Yahoo Mail
  • Multiply
  • Amazon Wish List
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark
Posted in ทุบหัวด้วยหนังสือ | Tagged , , , , , , , , , , , , , | 1 Comment

ภาพยนตร์ศิลปะแนวทดลอง-ภาพยนตร์อาว็องการ์ดในโลกตะวันตก

ภาพยนตร์ศิลปะแนวทดลอง-ภาพยนตร์อาว็องการ์ดในโลกตะวันตก

โดย: มณีกาญจน์ ไชยนนท์

นักวิจัย
สาขาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

พิมพ์ครั้งแรก: มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

แนวคิดเกี่ยวกับภาพยนตร์

ยุคเริ่มต้น 1880-1915 ภาพยนตร์ในฐานะศิลปะในยุคเงียบ (Silent Era)

บริบทแรก ของการมองภาพยนตร์ในฐานะภาพรวม อย่างที่ Melies, Ricciotoo Canudo และ Abel Gance มองว่าภาพยนตร์เป็นเหมือน “ศิลปะแขนงที่หก” (1911/12) ในขณะที่ Vachel Linday ปี 1922 กวีชาวอเมริกันบอกว่า ภาพยนตร์ก็เหมือนงานสถาปัตยกรรม และนักประวัติศาสตร์ศิลป์ Elie Faure ก็เลือกใช้คำว่า “cineplastics” ที่ซึ่งเป็นตัวเลือกในการอธิบายถึงภาพยนตร์

Ricciotto Canudo
บริบทต่อมา สิ่งที่ทำให้ศิลปะและภาพยนตร์ยุคแรกมาเชื่อมรวมกันคือ การสอดแทรกวัฒนธรรมน้อยลงและมีความเป็นธุรกิจการค้ามากขึ้น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่เติบโตขึ้น ใช้ตัวเชื่อมเชิงวัฒนธรรมระหว่างศิลปะและความสามารถเฉพาะตัว แต่ว่าการสร้างภาพยนตร์มีความเกี่ยวพันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับผู้มีอำนาจ ในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งต่อมานำมาซึ่งการเรียกร้องความเป็นเจ้าของหรือลิขสิทธิ์

ช่วงสำคัญของการกำเนิดภาพยนตร์ เกิดขึ้นในช่วงก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เห็นได้ชัดคือ ภาพยนตร์อเมริกันเข้าสู่ยุคเริ่มแรก (Primitives-ปฐมบรรพ์) โดยการใช้วิธีการ Single-Shot Diversions ที่ตัวตลกและนักแสดงมักใช้วิธีนี้ในการแสดงที่ลานการแสดงและโรงอุปรากร(music hall) ในช่วงปี 1903–1905 ได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งโดยการลงทุนและการคิดประดิษฐ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการละครมากขึ้น ภาพยนตร์จึงมีความยาวและละเอียดซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม และถูกผลิตด้วยเป้าหมายของการผลิตภาพยนตร์อย่างจริงจัง ภายในช่วงเวลา 10 ปี ภาพยนตร์แนว Fiction ก็ได้มีสัดส่วนในการลงทุนในการสร้างภาพยนตร์สูงมากขึ้น เช่นเรื่อง Intolerance (1916) ของ Griffith และ Cabriria (1914) ของ Pastroni ด้วยแรงผลักดันของผู้กำกับ Fiction ช่วงเริ่มแรก ก็ได้มีการพัฒนาความลื่นไหลทางภาษาภาพยนตร์ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกซึมซาบ หลงใหล เคลิบเคลิ้มไปกับอารมณ์ของภาพยนตร์

Click เพื่ออ่านต่อ “ภาพยนตร์ศิลปะแนวทดลอง-ภาพยนตร์อาว็องการ์ดในโลกตะวันตก”
Go straight to Post

VN:F [1.8.5_1061]
Rating: 8.5/10 (2 votes cast)
VN:F [1.8.5_1061]
Rating: +2 (from 2 votes)
  • Google Bookmarks
  • Hotmail
  • Facebook
  • Bebo
  • Twitter
  • Yahoo Mail
  • Multiply
  • Amazon Wish List
  • Blogger Post
  • Share/Bookmark
Posted in แสงกระทบฟิล์ม | Tagged , , , , , , , , , | 2 Comments
WordPress Loves AJAX