เล่มโปรด
นิวัต พุทธประสาท
หมายเหตุ : ไม่ได้เรียงลำดับตามความชอบ
1.หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว : การ์เบียล การ์เซีย มาร์เควซ
นิยายปกแข็งเล่มหนากำลังดี แต่ตัวอักษรเล็ก ๆ ยาวเป็นพืด แปลโดยปณิธานและ ร.จันเสน เล่มนี้ ทำให้โลกการอ่านวรรณกรรมของผมเปลี่ยนไป มาร์เควซทำให้โลกจริงกับโลกฝัน การเมืองและนิทานกลายมาเป็นตำนานในนิยายที่แสนทรงเสน่ห์ ขณะเดียวกัน ทำให้ผมไม่รู้ว่านิยายที่ดีได้ถูกเขียนไปจนหมดแล้ว ที่เหลือเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวของความคิดที่หล่นกระจาย และเป็นการยากมากที่จะไปถึงยอดภูเขาได้แบบนั้น
2.แลไปข้างหน้า : ศรีบูรพา
หากถามว่าใครคือนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ผมไม่ลังเลที่จะมอบให้นักเขียนนาม ‘ศรีบูรพา’ ไปไม่ได้ โดยเฉพาะนิยายเรื่องแลไปข้างหน้าทั้งสองภาค คือการรวบยอดทางความคิดทางสังคมไทย ซึ่งมีรากฐานมาถึงปัจจุบัน การศึกษาวรรณกรรมคงมองผ่านนิยายเรื่องนี้ไปไม่ได้ เพราะนี่คือภูเขาอีกลูกที่ตระหง่านและสง่างามเป็นอย่างยิ่ง
3.สเตปเปนวูล์ฟ : เฮอร์มานน์ เฮสเส
นี่คือนิยายที่ผมอ่านได้จบเพียงรอบเดียว และพยายามจะอ่านรอบสอง รอบสาม และรอบสี่ แต่มันมีอะไรบางอย่างทำให้ไม่สามารถผ่านไปได้ แต่เป็นนิยายอีกเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตของผม สเตปเปนวูล์ฟ อ่านยากก็จริง แต่มันดิ่งลึกถึงจิตมนุษย์ และกลวิธีการเขียนน่าสนใจ เขาสนใจทั้งรูปแบบ (ที่ซ่อนเร้น) กับปรัชญาได้แนบเนียน กลวิธีจึงไม่บดบังการนำเสนอเนื้อหา
4.เงาสีขาว : แดนอรัญ แสงทอง
ถ้าพูดถึงนวนิยายรุ่นใหม่ที่ทรงอิทธิพลกับวงการแล้ว นวนิยายเรื่อง “เงาสีขาว” คือ ภาพที่ชัดเจนที่สุด เป็นแรงขับดันทางความรู้สึก อารมณ์ ศีลธรรม เซ็กซ์ และชีวิต ที่ถูกระบายออกมาอย่างจริงใจที่สุดเล่มหนึ่ง บ้างก็บอกว่ามันคือนิยายที่ฟูมฟาย แต่อีกด้านหนึ่ง มันกลับเต็มไปด้วยสีสัน และยากที่จะเขียนเลียนแบบ หรือที่จะดำเนินรอยตาม
5.วิหารทองคำ : ยูกิโอะ มิชิมา
นักเขียนญี่ปุ่นคนนี้เขียนหนังสือได้ทั้งละเอียด ละเมียดละไม ใส่ใจรายละเอียด เขาเขียนถึงการคว้านท้อง ความตาย แรงสะเทือนใจ ชีวิตหลังสงครามโลก ได้ชนิดที่เรียกว่าเราไม่อาจจะทำได้อีก ที่จริงผมชอบงานของมิชิมาทุกเล่ม แต่ที่เลือกพูดถึงเล่มนี้เพราะว่ามันเป็นเล่มที่เขาระเบิดความรู้สึกออกมาเต็มที่
6.Generation X : Douglas Coupland
ดักกลาสเป็นทั้งเสือปืนไว เป็นนักเขียนร่วมสมัยชาวอเมริกันที่มองสังคมสมัยใหม่ ทั้งน่าหลงใหล ทั้งเสียดสี เยาะเย้ย ถากถาง ทั้งเข้าถึงวัยรุ่น เขาไม่ใช่นักเขียนที่ดีที่สุด แต่เป็นคนที่จับกระแสสมัยใหม่ได้เร็ว ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัตินักเขียนรุ่นใหม่ดดยแท้
7.ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต : มิลาน คุนเดอรา
นี่เป็นนักเขียนอีกคนที่ชื่อของเขาดังกว่ารางวัลโนเบล นั่นเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เขาไม่ได้รางวัลนี้เสียที มิลาน คือสุดยอดของนักเขียนที่เปรียบเทียบบุคคล สิ่งของ เหตุการณ์ ให้ออกมาในเชิงวิจารณ์ที่เราอ่านแล้วต้องเชื่อ เขาเป็นคนที่น่าหลงใหล พอ ๆ กับตัวเอกในเรื่องของเขา เป็นนักเขียนที่ฉลาดเป็นกรด
8.ปิศาจ : เสนีย์ เสาวพงศ์
ผมเคยพูดในงานเสวนาหนึ่งว่า ร้านหนังสือทั่วประเทศน่าจะต้องวางขายนิยายเล่มนี้เอาไว้บนชั้นตลอดเวลา เพราะอะไร เพราะนิยายเล่มนี้คือแรงบันดาลใจ เป็นเหมือนการจุดความฝัน อุดมการณ์ การต่อสู้ ของคนหนุ่มสาว ผมเชื่อว่าถ้าคนหนุ่มสาวได้อ่านเล่มนี้ตั้งแต่ยังหนุ่ม พวกเขาจะแกร่งกล้าด้วยอุดมการณ์แรงกล้า บางทีอาจจะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาได้ ถ้าพวกเขาเป็นนักการเมือง พวกเขาจะเป็นนักการเมืองที่ดี นี่เป็นอีกสาเหตุที่หนังสือเล่มนี้ต้องหาซื้อได้ตลอดเวลา




Post Colonial Criticism: การวิจารณ์ศิลปะ-วรรณกรรมแนวหลังอาณานิคม
Post Colonial Criticism การวิจารณ์ศิลปะ-วรรณกรรมแนวหลังอาณานิคม
นพพร ประชากุล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อ.ไชยันต์ รัชชกูล ดำเนินรายการ: การวิจารณ์แนว Post Colonial Criticism เมื่อหลายเดือนก่อน ที่จุฬาฯ จัดประชุมเรื่องทำนองนี้ แต่คนละเรื่องกับที่ อ.นพพร จะพูด ก็หวังว่าจะเป็นคุณูปการ เป็นข้อคิด หรืออย่างน้อยเป็นข้อทักท้วงถกเถียงกับความคิดที่เราเชื่ออยู่ เชิญ อ. นพพร
อ.นพพร ประชากุล : การวิจารณ์แนวหลังอาณานิคม Post Colonial Criticism วลีที่ใช้เป็นชื่ออันนี้ประกอบด้วยสองคำ คำว่า Criticism อาจไม่มีปัญหามาก แต่คำว่า Post Colonial เป็นคำที่ผมต้องสร้างความกระจ่างไว้แต่เนิ่นๆ ก็คือคำว่า หลังอาณานิคม แล้วค่อยไปทำความเข้าใจกับกิจกรรมการวิจารณ์ที่ยึดแนวนี้เป็นหลัก
หัวข้อของผมวันนี้ประกอบด้วย ๔ ส่วน ส่วนแรก จะพูดถึง Post Colonialism หรือแนวคิดหลังอาณานิคม ส่วนที่สอง ถัดมาจะชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างงานวิจารณ์แนวหลังอาณานิคมกับงานประพันธ์หลังอาณานิคม บ่อยครั้งมาปนกันแล้วพูดคุยกันลำบาก ผมคิดว่าต้องแยกให้ชัด ว่าจะพูดถึงการวิจารณ์ในแนวนี้หรือการประพันธ์ในแนวนี้ ส่วนที่สาม จะพูดถึงเนื้อหาสาระที่พบได้ในการวิจารณ์แนวนี้ สุดท้าย จะปิดด้วย methodology หรือวิธีวิทยาที่ใช้ในการวิจารณ์แนวนี้
1. หัวข้อแรก ขอเริ่มด้วยการให้คำนิยามแนวคิดหลังสกุลอาณานิคมว่า ในสาขาวิชาการและความเคลื่อนไหวทางความคิดที่ศึกษาวิเคราะห์อำนาจของตะวันตก ที่มีเหนือภูมิภาคอื่นๆ ของโลก Object หรือวัตถุที่ศึกษาคือ อำนาจของตะวันตกที่มีต่อภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ซึ่งถ้าจะพูดให้ชัดกว่านี้คือ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างตะวันตกกับภูมิภาคอื่นๆ ของโลก เพราะว่ามันไม่ได้เป็นในทิศเดียวเสมอไป
เมื่อสักครู่ผมพูดว่าอำนาจของตะวันตกต่อภูมิภาคอื่นๆ ของโลก แต่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลกก็ตอบโต้ได้เช่นเดียวกัน มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจอื่นๆ ที่ตอบโต้สวนทางกลับมาได้ด้วย ตรงนี้คงต้องพยายามมองให้เป็นสองทิศทาง แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ๘๐% ของการใช้อำนาจนั้น เป็นจากตะวันตกสู่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลก มากกว่าที่จะเป็นในทิศกลับกัน
การที่ผมใช้คำว่าศึกษาวิเคราะห์ก็ทำให้เป็นวิชาการบริสุทธิ์ได้ง่าย ซึ่งที่จริงก็ไม่มีอยู่แล้ว วิชาการบริสุทธิ์ แต่ว่ากรณีของวิชาการแนว Post Colonial เขาประกาศออกมาแต่ต้นว่า เขามีลักษณะวิพากษ์ (critique) อยู่ในตัวเรียบร้อย ก็เป็นชุดวิชาการเดียว กระบวนทัศน์เดียวกันกับ Feminism, Marxism ในแง่ที่ว่า เอาล่ะ จะเป็นการวิเคราะห์ แต่เป็นการวิเคราะห์ที่แฝงลักษณะวิพากษ์ ไปสู่การปฏิบัติด้วย
นิยามที่พูดมานี้ฟังดูครอบคลุมดี แต่มันยังกว้างเกินไป เพราะมันยังมีแนวคิดอีกแนวหนึ่งซึ่งมันใกล้เคียงกันแล้วเอามาปนกันได้ง่าย นักวิชาการบางคนเอามาปนกันเลย เช่น อ่าน โรเบิร์ต ยัง Post Colonialism and historical introduction ปรากฏว่าอ่านไปได้ชั่วโมงหนึ่งก็จับได้แล้ว นี่มันไม่ใช่ Post Colonial อย่างที่เราเข้าใจ มันคือ Anti Colonial แต่ว่าโรเบิร์ต ยัง อาจไม่สนใจ เอามาปนกันได้ แต่ผมคิดว่าต้องเคลียร์ตรงนี้ก่อน
แนววิชาการอีกแนวหนึ่งที่ใกล้เคียงกันกับ Post Colonial มากๆ คือ anti Colonialism หรือ แนวคิดต่อต้านอาณานิคม ซึ่งแนวคิดต่อต้านอาณานิคม สามารถจะไปร่วมแชร์คำจำกัดความข้างหน้าที่ผมใช้เมื่อกี้ได้ เพราะมันก็ศึกษาวิเคราะห์อำนาจของตะวันตกที่มีต่อภูมิภาคอื่นของโลกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราคงจะต้องมาจำกัดความเฉพาะลงไปอีก โดยมาจ้องที่คำว่า Post ซึ่งใช้ใน Post Colonial
Click เพื่ออ่านต่อ “Post Colonial Criticism: การวิจารณ์ศิลปะ-วรรณกรรมแนวหลังอาณานิคม”
Go straight to Post