ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ของ “ชนิด สายประดิษฐ์” ภรรยาคู่ชีวิต “กุหลาบ สายประดิษฐ์” หรือ ศรีบูรพา ที่เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งลำไส้ ในวัย 98 ปี เมื่อช่วงบ่ายสอง วันที่ 15 มิ.ย. 2553
หลายคนคงอาจยังคงไม่ค่อยทราบถึงเรื่องราวชีวิตของ ศรีภรรยาร่วมทุกข์ยาก ของนักประพันธ์ชาวไทยชื่อดังที่ถูกยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก จากองค์การยูเนสโก้ผู้นี้เท่าไหร่นัก มติชนออนไลน์ จึงขออนุญาตคัดย่อ บทสัมภาษณ์บางส่วนของ ไพลิน รุ้งรัตน์ ที่เคยนั่งพูดคุยกับ คุณ “ชนิด” เมื่อครั้งเธออายุ 91 ปี ภายใต้บทความชื่อ “กุหลาบแกร่งในชีวิต ศรีบูรพา” จากเว็บไซต์ “กองทุนศรีบูรพา” มาให้ผู้อ่านได้ทราบถึงเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของเธอ รวมถึงการใช้ชีวิตคู่ร่วมกับกุหลาบ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเข้าใจ เผชิญทั้งสุข และทุกข์มาด้วยกัน ตลอดระยะเวลา 39 ปี อย่างน่ายกย่อง และเอาเยี่ยงย่างเป็นที่สุด ก่อนที่ กุหลาบ หรือศรีบูรพาจะมาด่วนจากไปเมื่อปี พ.ศ. 2517 แต่ภาพความรัก ความผูกพัน และเรื่องราวต่างๆ ที่ทั้งสองคน และครอบครัวผ่านและฝ่านฟันร่วมกันมา ยังคงตราตรึงในความทรงจำ และจะยังคงจารึกตลอดไป
ชนิด เคยเล่าถึงเส้นทางความรักของเธอ กับกุหลาบให้ฟังว่า เธอและสามีพบกันครั้งแรกเมื่อครั้งที่ยังเป็นนักเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนสายปัญญา ตอนนั้นกุหลาบเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ที่คณะ “รวมการสอน” ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนรองเมือง ใกล้บ้านของเธอ โดยเขาอยู่ในฐานะครูสอนพิเศษ ต่อมาเมื่อชนิดเข้ามาเป็นนิสิต คณะอักษารศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2475 กามเทพก็แผลงศร ให้ทั้งคู่ปิ๊งปั๊งและเริ่มต้นเรียนรู้คบหากัน แม้เธอและเขาจะอายุห่างกันถึง 8 ปี แต่ความรักที่มีต่อกันก็มิได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด ช่วงแรกเวลาไปเที่ยวด้วยกัน ชนิดก็มักจะพาน้องสาวไปด้วยเสมอ เนื่องเพราะผู้หญิงกับผู้ชายสมัยก่อนไปไหนมาไหนก็ต้องมีคนไปด้วย กันคนครหา ต่อมาเมื่อทั้งคู่เริ่มคุ้นเคยกัน กุหลาบซึ่งขณะนั้นเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติ และเธอที่เป็นครูอยู่โรงเรียนฝึกหัดครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ตรงราชเทวี ต่อมาก็ย้ายไปสอนที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา ก็ชวนเธอไปที่สำนักงานของเขาบ้าง จึงได้มีโอกาสได้เห็นการทำงานของแฟนหนุ่ม และรู้สึกว่า กุหลาบเป็นคนดี มีความรู้ความสามารถ เป็นบุคคลที่มีแต่คนเชื่อถือ ดูน่าเกรงขาม
กระทั่งต่อมา ชนิดได้มีโอกาสพบกับ ม.จ. วรรณไวทยากร วรวรรณ (พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ – พระอิสริยยศพระราชทานภายหลัง ) ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ประชาชาติ และเคยเป็นอาจารย์สอนหนังสือเธอที่จุฬาฯ ด้วย ทำให้ทั้งสามคนคุ้ยเคนยกัน เพราะ กุหลาบก็เป็นคนโปรดของ ม.จ.วรรณ ด้วย ขณะที่ ชนิด เริ่มงานแปลหนังสือตั้งแต่สมัยเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ โดยได้ลงตีพิมพ์ใน “ประชาชาติ รายสัปดาห์” เรื่องแรกคือเรื่อง “ความรักของ เจน แอร์” ใช้นามปากกาว่า “จูเลียต” ซึ่งตั้งให้โดย กุหลาบ
เส้นทางความรัก ของชนิดและกุหลาบ ในฐานะแฟน ดำเนินมาเป็นระยะเวลา 3 ปี กระทั่ง พ.ศ. 2578 ทั้งคู่เลยตัดสินใจแต่งงานร่วมชีวิตกัน เมื่อกุหลาบเก็บเงินที่ประยัดอดออมมาตลอดชีวิตการทำงานสร้างบ้านเรือนหอบนเนื้อที่ 280 ตารางวา ในซอยพระนาง ซึ่งเป็นบ้านตึกทรงฝรั่งหลังเล็กๆ สีนวล-ขอบน้ำตาล บนที่ดินที่ท่านวรรณประทานให้ ทั้งยังทรงเป็นธุระในการจัดงานแต่งงานให้ ชนิดเอ่ยว่า ท่านวรรณมีเมตตาต่อกุหลาบและเธอมาก
ชีวิตคู่ของคนทั้งสองเป็นไปอย่างราบรื่น หลังแต่งงาน แต่ทว่าชีวิตการทำงานกุหลาบกลับตรงกันข้าม เมื่องานเขียนของเขาถูกสกัดกั้นโดยอำนาจทางการเมือง โดยขณะนั้นเป็นสมัยรัฐบาลของ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ทำให้กุหลาบจะเขียนงานอะไรออกไปที่เป็นปากเสียงให้ประชาชนได้ไม่เต็มที่และไม่เป็นไปตามอุดมการณ์ทางการเมือง เขาจึงตัดสินใจทิ้งหน้าที่ บก.ประชาชาติ แล้วตอบรับคำเชิญจากหนังสือพิมพ์อาซาฮี ไปดูงานญี่ปุ่นเป็นเวลา 6 เดือน แต่ชนิดไม่ได้ไปด้วย โดยเธอยังคำทำหน้าที่เป็นครูสอนหนังสืออย่างเคย แต่ไม่ได้อยู่บัานคนเดียวอย่างเคยแล้ว เนื่องจากกุหลาบ ได้ให้แม่กับพี่สาวมาอยู่เป็นเพื่อน เมื่อครบกำหนด กุหลาบก็กลับมาเมืองไทย
ชนิดเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ครอบครัวของเธอได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก คือเมื่อตอนพ.ศ. 2485 ที่ กุหลาบ ถูกรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จับกุมเป็นครั้งแรกในข้อหากบฎ หลังจากเขาเขียนบทความคัดค้านนโยบายของรัฐบาลที่ให้ญี่ปุ่นยึดครองแผ่นดินไทย ซึ่งตอนนั้นครอบครัวมีลูกชายกับลูกสาวที่ยังไม่โต ได้แก่ พญ.สุรภิน สายประดิษฐ์ และสุรพันธ์ สายประดิษฐ์ เธอก็พาลูกสาวคนโตไปเยี่ยมพ่อแค่ครั้งเดียว เธอเล่าว่า พอเห็นลูกคุณกุหลาบก็สะเทือนใจ ตอนลูกจะลาต้องหันหลังให้เพราะสะเทือนใจ กลัวน้ำตาจะไหล ตั้งแต่นั้นมา สั่งไม่ให้เอาลูกไปเยี่ยมอีก
เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้ชนิดร้องไห้เลยสักครั้ง เธอบอกกับตัวเองว่า ต้องเข้มแข็ง และเรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้เธอเข้าใจอะไรได้ดีขึ้นอีกต่างหาก ต่อมา เมื่อสอบสวนพบว่า คดีไม่มีมูล กุหลาบที่ถูกขังอยู่ที่ สถานีตำรวจสำนักพระราชวัง เกือบ 3 เดือน ก็ได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสรภาพ
ครั้นผ่านเหตุการณ์แย่ๆ ไปได้ 5 ปี เดือน กรกฎาคม พ.ศ.2490 ช่วงภาวะสงคราม กุหลาบจึงตัดสินใจออกเดินทางพร้อมกับภรรยาไปศึกษาต่อด้านรัฐศาสตร์และการเมืองที่ออสเตรเลียกัน 2 คน โดยปล่อยให้ลูกๆ อยู่กับพี่สาวของกุหลาบ ผ่านไป 2 ปี ทั้งคู่จึงเดินทางกลับมายังประเทศไทย กุหลาบก็ได้เขียนสารคดีหลายเรื่องเกี่ยวกับออสเตรเลีย โดยที่มีชนิดคอยเป็นผู้ช่วยในการทำต้นฉบับอยู่บ้าง จากนั้นผู้เป็นสามีก็ตั้งสำนักพิมพ์สุภาพบุรุษ พิมพ์หนังสือของ “ศรีบูรพา” และ “จูเลียต” จำหน่าย ช่วงนั้น ชนิดบอกว่า เธอมีความสุขมาก รู้สึกสงบ คุณกุหลาบก็ออกจากการรับผิดชอบงานเป็นหมู่คณะ ไม่ได้กินเงินเดือนที่ไหน รู้สึกเป็นอิสระ เธอเองก็มีรายได้จากการแปลนวนิยายต่างประเทศลงในหนังสือรายคาบ แต่ความสุขก็อยู่กับครอบครัวเธอได้ไม่นานอีก
ปี พ.ศ. 2495 กุหลาบ ได้กลายเป็นผู้มีบทบาทเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพให้หนังสือพิมพ์ มีทั้งเขียนและอภิปรายให้รัฐบาลยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484ที่มีลักษณะควบคุมการทำงานของหนังสือพิมพ์มาก และยังร่วมก่อตั้งคณะกรรมการสันติภาพสากลแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่เคลื่อนไหวอยู่ทั่วโลกในขณะนั้น คัดค้านการทำสงครามรุกรานเกาหลี
นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ กุหลาบถูกจับ แต่ชนิด ผู้เป็นภรรยา ก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าเธอไม่ร้องไห้เลยแม้แต่น้อย และไม่ค่อยตกใจ เพราะรู้สึกอยู่ว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากลอยู่ระยะหนึ่งแล้ว ตร.มาล้อมบ้าน 10 พ.ย. 2495 หลังจากที่กุหลาบกลับจากการเป็นประธานไปแจกสิ่งของที่มีผู้บริจาคให้ประชาชน ข้อหาเป็นกบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นการถูกจับถึง 104 คน เป็นการจับแบบเหวี่ยงแห ถูกจับเป็นคณะใหญ่ เรียกว่าคดีขบถสันติภาพ โดยกุหลาบถูกขังที่บางขวาง ศาลตัดสินจำคุก 13 ปี 4 เดือน แต่จำคุกอยู่แค่ 4 ปี เนื่องจากได้รับการนิรโทษกรรม ในพ.ศ. 2500
“ยิ่งมีมรสุมดิฉันก็ยิ่งเข้าใจคุณกุหลาบมากขึ้น แล้วก็ยิ่งเชื่อถือและไว้วางใจมาก ขึ้นว่าเขาเป็นคนดี คือมีมรสุมทีไรคุณกุหลาบก็จะพูดให้ฟังว่า มันมีความสมควรอะไร อย่างไร”ชนิดเคยกล่าวไว้
จากนั้น วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2501 จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารอีกครั้ง และขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอง ขณะนั้นกุหลาบและคณะนักหนังสือพิมพ์กำลังอยู่ระหว่างเยือนจีน ตามคำเชิญของสถาบันวัฒนธรรมของจีนโดยการอนุมัติของจอมพลถนอม จึงตัดสินใจขอลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในจีน ในขณะที่พวกที่กลับมาถูกจับกุมคุมขัง และพวกที่อยู่ในประเทศก็ถูกจับกุมคุมขังเป็นจำนวนมาก ตอนนั้น ชนิดไม่ได้ตามไปเลยทีเดียว แต่เธอรอให้ลูกสาว และลูกชายเรียนจบและแต่งงานกันเสร็จเรียบร้อยก่อน ซึ่งเป็นเวลา 4-5ปีหลังจากนั้นเธอถึงตามไปอยู่กับสามี
ตลอดระยะเวลที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศจีนนั้น ชนิดกล่าวว่า เธอและสามีต่างก็ทำงานด้านสาธารณะต่างๆ ตามหน้าที่ กระทั่ง กุหลาบล้มป่วยด้วยโรคปอดบวมและเส้นโลหิตหัวใจตีบตัน และสุดท้ายเขาก็เสียชีวิต เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2517 รวมอายุ อายุได้ 69 ปี โดยทางการจีนได้จัดพิธีไว้อาลัย ณ สุสานปฏิวัติเป่าซาน นครปักกิ่ง ให้อย่างสมเกียรติ ชนิดก็เดินทางกลับมายังประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในรอบ 12 ปี จากนั้นเธอก็กลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายสุดท้าย ยังบ้านซอยพระนาง เรือนหอของเธอและกุหลาบ ท่ามกลางความอบอุ่นและการต้อนรับของลูกหลานและคนรู้จักที่นับหน้าถือตากันมาโดยตลอด กระทั่งสังขารโรยรา และความตายมาพรากชีวิตของเธอจากคนที่รักเธอออีกหลายๆ คนไป
ในบทสัมภาษณ์ดังกล่าว ยังได้มีข้อคิดดีๆ ของการใช้ชีวิตคู่ ของชนิด ระหว่างที่ใช้ชีวิตร่วมกับกุหลาบว่า
“ดิฉันว่า เราต้องเชื่อในความดีของกันและกัน เวลาลำบากก็อย่าให้ฝ่ายที่ต้องลำบากเพราะการทำดีต้องร้อนใจ ต้องให้เขาสุขสบายทุกอย่างเพื่อเขาจะได้ไม่ต้องมากังวลในเรื่องที่เราควรจะรับผิดชอบได้ ต้องมีความเข้าใจกัน ต้องมีความศรัทธา เชื่อถือกันว่าเป็นคนไม่ขี้เกียจ เป็นคนจริงใจ ความซื่อสัตย์ ความเข้าใจกันดี ความศรัทธาเชื่อถือกันมันผูกพันกันมากกว่า…”
แม้วันนี้ ม่านชีวิตของ “ชนิด สายประดิษฐ์” หรือ “จูเลียต” ของบุรุษนักประพันธ์ผู้ยิงใหญ่นาม “ศรีบูรพา” จะถูกรูดปิดฉากลงแล้ว แต่เชื่อว่า ความรัก ความศรัทธา และคุณาประการของเธอ จะยังคงเจิดจรัส สวยงาม ทรงคุณค่าอยู่ในความทรงจำของหลายๆ คน ตลอดไป ไม่แพ้กับ “กุหลาบ สายประดิษฐ์” เช่นกัน …
หมายเหตุ : รูปภาพประกอบนำมาจากเว็บไซต์ www.sriburapha.net










สิงห์สนามหลวงสนทนา: คินคาคุจิ ท้าวมหาพรหม และมาเชล ดูชองพ์
สิงห์สนามหลวงสนทนา / สิงห์สนามหลวง
คินคาคุจิ ท้าวมหาพรหม และมาเชล ดูชองพ์
มุราซาขิ ชิคิบุ: ชลบุรี
<<ถ>> สวัสดีค่ะคุณสิงห์ฯ
ช่วงนี้เป็นวันหยุดสงกรานต์ค่ะ ถนนลงหาดบางแสน และถนนเลียบชายหาดนั้น ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะมีรถหนาแน่นขนาดไหน และมีผู้คนที่คึกคะนองสาดน้ำ สาดแป้งกันตั้งแต่เช้าจรดเย็น สำหรับชาวบางแสนที่รักสงบแล้ว ช่วงเวลาแบบนี้ การพักผ่อนอยู่ที่บ้านคงเป็นการตัดสินใจที่ถูกที่สุด ถ้าคิดจะไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวโปรดที่ไปบ่อยๆ ในวันหยุดยาวนี่ก็นับว่าคิดผิดถนัด เพราะกว่าจะได้กลับเข้าบ้านอีกครั้งคงเป็นอีกสองสามชั่วโมงให้หลัง เพราะเจอแต่วันเวย์ และร้านค้ามักจะปิดเพื่อป้องกันความเสียหาย เมื่อปีที่แล้วจำได้ว่าพบกับเพื่อนที่ที่ทำงานเดียวกันที่ร้านสะดวกซื้อภายในมหาวิทยาลัย ก็ส่งยิ้มแห้งๆ อย่างรู้กัน นี่คือชีวิตช่วงวันหยุดสงกรานต์ของชาวบางแสนบางคน จะว่าไปยังเหลือวันไหลอีกสามวัน ซึ่งจะไหลกันที่บางแสน ศรีราชา และเมืองพัทยา แน่นอนว่าดีกรีความชุลมุนวุ่นวายจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า และถนนก็จะกลายเป็นถนนสีขาวของจริง
ดิฉันคิดว่าหลายคนคงตกอกตกใจกับข่าวด่วนกลางดึก คืนวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ที่มีชายผู้ซึ่งถูกวิเคราะห์ว่าวิกลจริตเข้าไปทุบทำลายรูปสักการะท่านท้าวมหาพรหม จนแตกพังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นอกจากจะมีคนที่ขวัญเสียแล้ว ก็คงมีอีกจำนวนมากที่โกรธแค้นอาชญากรที่อาจหาญเข้ามาทำลายศูนย์รวมแห่งศรัทธาของใครหลายๆ คน เพราะไม่เช่นนั้นเขาก็คงไม่ถูกพิพากษาโดยศาลเตี้ย จนถึงแก่ความตาย ณ ที่นั้นเลย เมื่อได้ฟังข่าวนี้ ดิฉันนึกถึงเรื่องราวของ วิหารทอง คินคาคุจิ (KINKAKUJI) ที่อยู่ที่เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ขึ้นมาทันที และตั้งใจจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับวรรณกรรมชิ้นเอกของ มิชิมา ยุคิโอะ (Mishima Yukio, ค.ศ.1925-1970) ชื่อเรื่อง คินคาคุจิ (วิหารทอง : 1956) โดยมิชิมานั้น นำเค้าเรื่องมาจากเหตุการณ์จริง
คินคาคุจิ เป็นชื่อที่เรียกกันโดยทั่วไปของวัดโระคุอนจิ (Rokuonji) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดเกียวโต เป็นวัดในศาสนาเซน นิกายรินไซ เมื่อปี ค.ศ.1397 โชกุนคนที่ 3 แห่งรัฐบาลทหารมุโระมะจิ คือ อะชิคะงะ โยะชิมิทสึ (Ashikaga Yoshimitsu, ค.ศ.1358-1408) มีความประสงค์ที่จะสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่พำนักตากอากาศ เมื่อถึงแก่กรรมแล้วบุตรชายจึงยกให้เป็นวัดเซนเมื่อ ค.ศ.1419 โดยใช้ชื่อว่า โระคุอนจิ ตามชื่อ โระคุอน ซึ่งเป็นชื่อภายหลังความตายของบิดา
คินคาคุจินี้มีสามชั้น ชั้นที่หนึ่งเป็นห้องโถงแบบขุนนางสมัยราชสำนักเฮอัน ชั้นที่สองเป็นแบบที่นักรบนิยม ชั้นสูงสุดคือชั้นที่สามเป็นแบบหอปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนานิกายเซน ชั้นสองและสามใช้แผ่นทองปิดโดยรอบ บนยอดวิหารประดับนกโฮโอสัมฤทธิ์เด่นตระหง่าน นกโฮโอนี้เป็นนกในจินตนาการ มักสร้างประดับคู่สถานที่สำคัญ เพราะเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะด้วย กล่าวกันว่า วิหารนี้เป็นการผสมผสานศิลปะหลายแขนงเข้าไว้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นแบบราชสำนักเฮอัน นักรบซามูไร หรือพุทธศาสนาซึ่งมาจากวัฒนธรรมสามสาขา ทั้งญี่ปุ่น จีน และอินเดีย นับว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่ทำให้ผู้คนยุคสมัยนั้นต้องตะลึงและหลงใหลในความงามราวกับภาพในจินตนาการของคินคาคุจิ รอบๆ วิหารทองนี้เป็นสระน้ำ ชื่อว่าสระกระจก (เคียวโขะ : Kyoko) และสวนญี่ปุ่นแบบยุคมุโระมะจิ (ค.ศ.1392-1573) ซึ่งคงเป็นที่คุ้นเคยในภาพโปสการ์ด หรือหนังสือนำเที่ยวต่างๆ ที่แสดงให้เห็นความงามของคินคาคุจิ ยามที่ทอดเงาในสระกระจกนี้ ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลใด ก็งดงามประทับใจ เหมือนดวงเดือนที่ลอยเด่นอยู่ในท้องฟ้ายามราตรี ราวกับว่าความงามอันบรรเจิดนี้จะอยู่ไปชั่วกัปชั่วกัลป์ แต่คินคาคุจิที่โลกได้ยลโฉมหลัง ค.ศ.1955 นั้น เป็นหลังที่สร้างขึ้นมาใหม่
คงไม่มีใครคาดเดา หรือกล้าแม้แต่จะคิดว่าวิหารทองอายุกว่าห้าศตวรรษ ผลงานชิ้นเอกของบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชาวญี่ปุ่นนั้น จะถูกวางเพลิงจนมอดไหม้เป็นจุณ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ.1950 โดยเณรจากบ้านนอกคนหนึ่งที่พิการเป็นใบ้ คินคาคุจิรอดพ้นจากการถล่มทางอากาศในช่วงสงครามโลกมาได้ไม่กี่ปี ก็ต้องมาถึงอวสานด้วยมือเณรลูกวัดนี่เอง คงไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกของชาวญี่ปุ่นเมื่อสูญเสียโบราณสถานล้ำค่า หน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์สัญลักษณ์ของความมั่งคั่งรุ่งเรืองในด้านศิลปะ พุทธศาสนา และมรดกทางวัฒนธรรม ชายผู้นี้คิดอย่างไรที่ก่อการทำลายดวงใจของคนทั้งประเทศได้เช่นนั้น มีการวิเคราะห์ว่า เขารัก หลงใหล เทิดทูนความงามของคินคาคุจิอย่างสุดหัวใจ จนหมกมุ่น เมื่อเห็นมีคนรักและศรัทธากันมากมาย กลับรู้สึกห่างเหิน ถูกทอดทิ้ง และถูกดูถูกดูแคลนความพิการอัปลักษณ์ของตนเองโดยความงามเจิดจรัสของคินคาคุจิ ความรู้สึกเช่นนี้สุมอยู่ในอกวันแล้ววันเล่า จนระเบิดออกมาโดยการวางเพลิง ชายผู้นี้ถูกจับและถูกพิพากษาจำคุก 7 ปี เมื่อมารดาที่บ้านนอกทราบการกระทำของลูกชาย ก็กระโดดจากรถไฟฆ่าตัวตาย ส่วนบิดาของเขาเสียชีวิตไปก่อนหน้าที่เขาจะเข้ามาเป็นเณรที่วัดคินคาคุจิแล้ว หลังจากออกจากคุกเขาก็เสียชีวิตด้วยวัณโรค มีอายุได้ 27 ปี เหตุที่ศาลพิพากษาโทษจำคุก 7 ปี เพราะนี่เป็นโทษสูงสุดสำหรับการทำลายสาธารณสถานที่ไม่มีผู้อาศัย
หลังจากที่รัฐบาลสร้างคินคาคุจิขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ.1955 ปีถัดมา มิชิมา ยุคิโอะ ก็ได้เขียนนวนิยายเรื่อง คินคาคุจิ ขึ้นโดยใช้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวที่เกิดขึ้น ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นงานชิ้นเอก มีการพรรณนาความรู้สึกนึกคิด จินตนาการชองมิโซะงุจิ เณรหนุ่มลูกวัดผู้ก่อการวางเพลิงสิ่งที่เป็นดวงใจของเขาให้มอดไหม้เป็นจุณไปต่อหน้าต่อตาของเขาเอง มิชิมาเขียนให้มิโซะงุจิมีปมเช่นเดียวกับต้นแบบ เขาเกิดในครอบครัวยากจน อาศัยอยู่ที่วัดห่างไกลที่แหลมนะรุโอะ ในจังหวัดเกียวโต เมืองหลวงที่งามด้วยวัฒนธรรม แต่แหลมห่างไกลนั้นเป็นบริเวณที่ทะเลเป็นสีเทา และคลื่นลมแปรปรวนแทบทั้งปี นั่นมีส่วนทำให้เขามีจิตใจไม่มั่นคง ที่เป็นปัญหาสำหรับเขาอีกประการหนึ่งคือ อาการติดอ่าง นับได้ว่าเป็นความอัปยศในชีวิตของเด็กหนุ่มเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเสมือนกำแพงกั้นระหว่างโลกของเขากับโลกภายนอก ทำให้เขาต้องอับอายและอยู่อย่างโดดเดี่ยว สิ่งหนึ่งที่บิดาของเขาพร่ำบอกในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ก็คือ ความงามพิลาศของคินคาคุจิ ที่ราวกับนาวาลอยเลื่อนจากสวรรค์ เป็นสิ่งสวยงามเกินกว่าจะเชื่อได้ว่าเกิดขึ้นโดยมือมนุษย์ มิโซะงุจิผู้โดดเดี่ยวและขาดสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงเฝ้าแต่จินตนาการ วาดภาพฝันถึงคินคาคุจิตามคำบอกของบิดา ก่อนบิดาจะสิ้นใจ ได้ฝากฝังให้เขาไปเป็นเณรลูกวัดที่คินคาคุจิ มิโซะงุจิจึงได้ออกจากถิ่นกำเนิด มาได้พบกับคินคาคุจิในดวงใจของเขา มิโซะงุจิหลงใหลในความงาม และเฝ้ามองวิหารทองอย่างไม่คลาดคลา คินคาคุจิอยู่ในจิตใจของเขาทุกขณะ ไม่ว่าฤดูกาลจะผันแปร ทุกทิวาราตรี มิโซะงุจิไม่เคยหยุดระลึกถึงคินคาคุจิ ที่คินคาคุจิ ชีวิตของมิโซะงุจิก็มิได้เปลี่ยนไปจากเดิมนัก เขายังเป็นคนที่ต้อยต่ำเช่นเดิม ไม่เคยอยู่ในสายตาใคร และอาการติดอ่างก็ยังกัดกร่อนจิตใจของเขาให้ขาดความสุขแม้ได้อยู่ใกล้ความงามอันสมบูรณ์แบบเช่นนี้ มิโซะงุจิรับรู้เรื่องราวความสกปรกของวัดมากมาย รวมทั้งความประพฤติของเจ้าอาวาส การทำธุรกิจของวัด ผู้คนที่แห่แหนกันเข้ามาชมอย่างสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ตัวเขาเองก็มีเมล็ดพันธุ์ของความชั่วร้ายอยู่เช่นกัน เป็นจังหวะที่ได้พบกับนักศึกษาคนหนึ่งที่เกียวโต เป็นผู้ที่มองโลกในแง่ร้าย นิยมความรุนแรง นักศึกษาผู้นี้ได้แนะนำให้มิโซะงุจิ รู้จักกับผู้หญิงและเสพอบายมุข มิโซะงุจิผู้เกิดวิกฤติศรัทธากับวัดคินคาคุจิ พร้อมที่จะกระโจนลงหุบเหวแห่งความชั่ว ในขณะที่เขากระทำความเลวแทบทุกอย่างที่จะทำได้อยู่นั้น ภาพความงามพิสุทธิ์ของคินคาคุจิมักลอยเข้ามาในห้วงคำนึงอยู่เสมอ สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกต่ำต้อยลงไปอีก ไม่นานเขาก็รู้สึกว่ากำลังถูกเย้ยหยันด้วยความงาม ความประเสริฐของคินคาคุจิ และเริ่มรู้สึกเกลียดชังสิ่งนี้ขึ้นมา
พฤติกรรมเลวร้ายของมิโซะงุจิ เริ่มประจักษ์แก่สายตาคนรอบข้าง เขาจึงคิดหาทางออกโดยการฆ่าตัวตายพร้อมกับคินคาคุจิ มิโซะงุจิเตรียมยาพิษไว้แล้วสำหรับกิน หลังจากวางเพลิง เขาซุ่มซ่อนมองดูเปลวไฟลุกโชนยามราตรี ประกายสีทองของวิหารแตกกระจายพวยพุ่งสู่ท้องฟ้าเบื้องบน เสียงเหมือนข้อต่อในร่างกายของมนุษย์ที่กำลังแตกซ่าน ภาพนั้นทำให้เขาใจเต้นระรัวมิใช่ด้วยความสำนึกผิด แต่ราวกับพึงพอใจ เขาโยนยาพิษทิ้ง และคิดว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป นวนิยายจบลงตรงนี้ นี่เป็นแนวการประพันธ์แบบมิชิมา คือแรง และเย้ยหยัน สำหรับเรื่องนี้จบอย่างดีเยี่ยม โดยส่วนตัวแล้วชอบเรื่องนี้มากค่ะ ท่านที่สนใจ หาอ่านฉบับแปลภาษาไทยได้ค่ะ เล่มที่อ่านเป็นของสำนักพิมพ์เคล็ดไทย ชื่อเรื่อง วิหารทอง : มายาแห่งสัจจะ แปลโดย ‘พัชรินทร์’ จากเรื่อง The Temple of The Golden Pavilion พิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2534
ตามที่ได้เรียนไว้ในตอนต้น เมื่อได้ข่าวการทุบทำลายท่านท้าวมหาพรหม ดิฉันนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา คนบางคนชอบทำลายสิ่งสวยงาม โดยเฉพาะของที่มหาชนรักและศรัทธา อยากเห็นคนหมู่มากสะเทือนใจ จริงๆ แล้วคงมีปมปัญหาในใจ อาจชิงชังสังคมโดยรวม อาจถูกกดขี่ถูกละเลย จึงโกรธแค้นสังคม อยากเห็นคนหมู่มากเจ็บ ไม่รู้จะเอาชนะด้วยอะไรก็จึงต้องทำแบบนี้ เพื่อให้คนหันมามองเขาในที่สุด คนที่มักเลือกกระทำกับสัญลักษณ์ของความงาม ความรัก การบูชาเทิดทูน ความเลื่อมใสศรัทธาของคนหมู่มากนี้ ก็มีให้เห็นมาทุกยุคทุกสมัย เพราะเป็นการก่อการที่รุนแรง ดึงดูดความสนใจ และสั่นคลอนขวัญของผู้คนในสังคมได้มากทีเดียว
ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 เคยมีศิลปะลัทธิ Dadaism ที่ส่งอิทธิพลมายัง Conceptual Art ในยุคต่อๆ มา นักประพันธ์ของญี่ปุ่นที่ได้รับอิทธิพลของลัทธินี้ก็มีมาก แต่มิชิมาไม่ได้ประกาศตัวว่าเขาเป็นประเภทนั้น อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมเรื่องคินคาคุจิ ของมิชิมา ยุคิโอะ เรื่องนี้ ถูกจัดให้อยู่ในแนว conceptual เช่นกัน คนที่อาจหาญเติมหนวดให้ภาพ Mona Lisa ของดาวินชี คือ Marcel Duchamp (ค.ศ.1887-1968) แนวหน้าของลัทธิ Dada เป็นพวกต่อต้านความงามตามจารีต ปฏิเสธและเย้ยหยันรูปแบบทางศิลปะและสังคม การเติมหนวดให้โมนาลิซาไม่ยากเลย แต่หลังจากนั้นใครทำก็คงไม่มีความหมายเท่าภาพนี้ จะว่าไปพวกศิลปินมีทางออกเมื่อเขาต่อต้านอะไร แต่สำหรับคนที่เผาคินคาคุจิตัวจริง และมิโซะงุจิ ตัวเอกในวรรณกรรม หรือแม้กระทั่งคนที่ทุบทำลายท้าวมหาพรหม พวกเขาคงไม่มีการถ่ายทอดความรู้สึกขบถต่อค่านิยมของสังคมอย่างอ้อมๆ หรืออย่างมีศิลปะ นอกเสียจากการจัดการแบบดิบๆ มีศิลปินชาวอเมริกันคนหนึ่งชี้ภาพที่กำลังดูอยู่ด้วยกันให้ดิฉันดู แล้วถามว่า ในประเทศของคุณ ศิลปินสามารถทำงานศิลปะแบบนี้ได้หรือไม่ (เป็นภาพพระถูกหินทับ ผลงานศิลปะแบบจัดวาง ทำจากขี้ผึ้ง ผ้า และวัสดุอื่นๆ ของศิลปินชาวอิตาเลียน ชื่อ Maurizio Cattelan งานชื่อ La Nona Ora หรือ The Ninth Hour ค.ศ.1999) ใครจะเชื่อว่างานนี้ถูกประมูลไปในราคา 900,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2001
บางครั้งดิฉันก็คิดว่าอะไรทำให้อาชญากรเหล่านั้นหาญกล้าได้ถึงเพียงนั้น แม้การกระทำของเขาไม่ใช่การเอาชีวิตของใคร แต่มันกลับรุนแรงอย่างยิ่งต่อความรู้สึกของผู้คนยิ่งไปเสียกว่า สำหรับงานศิลปะก็คงมีวัตถุประสงค์ที่จะเสียดสี วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องที่ศิลปินอยากจะสื่อ แต่วิธีสื่อดูไม่รุนแรงแบบพวกแรก บางครั้งเรียกเสียงหัวเราะพร้อมกับเสียงตำหนิได้ บางครั้งก็ดังกันไปเลย
คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เริ่มตั้งแต่เรื่องท้าวมหาพรหม เลยพาไปไกลเลยค่ะ จดหมายฉบับนี้ดูจะเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ค่อยจรรโลงใจเท่าไร แต่บางครั้งเราก็สนใจด้านมืด หรือส่วนที่บิดเบี้ยวของคนและสังคมใช่ไหมคะ อย่างไรก็ตาม
ขอให้คุณสิงห์ฯ สนุกกับการอ่านจดหมายอย่างเช่นเคยค่ะ
<<ต>> นวนิยายเรื่อง คินคาคุจิ เป็นผลงานของ มิชิมา ยุคิโอะ ที่ผมเห็นว่า ‘น่าสนใจ’ ที่สุด ในความเปรียบว่าด้วยเรื่องความงาม และตอนจบก็คิดว่ามิชิมานำเสนอได้อย่างไม่เอาใจผู้อ่าน ทำให้เห็นว่าการนำเสนองาน ‘ศิลปะ’ ทุกประเภทนั้น ควรต้องมีอะไร ‘ตกค้าง’ ไว้ให้ผู้เสพคิดต่อ รู้สึกต่อ ไม่ใช่จบแล้วจบเลยแบบไม่เหลืออะไรทิ้งไว้
สำหรับเรื่องคนบ้าที่ทำลายท้าวมหาพรหมนั้น ก็ทำให้คิดไปได้ร้อยแปด โดยเฉพาะตอนจบที่สั่นสะเทือนความรู้สึกเอามากๆ เมื่อคนบ้าผู้นั้นถูก ‘ศาลเตี้ย’ ประชาทัณฑ์ อีกทั้งยังถูก ‘ผู้คนชั้นนำ’ หลายระดับนำไปตีความเข้าข้างตัวเอง ทั้งระดับรัฐและระดับปัจเจก โดยลืม ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่คนๆ หนึ่งถูกฆ่าตายอย่างไม่รู้ที่มาที่ไป ท้าวมหาพรหมที่เป็นสัญลักษณ์ของ พรหมวิหาร 4 ว่าด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จึงเหมือนถูกสาปให้เห็นว่า นี่ไงแหละครับคุณหนูหนู…สังคมไทยยุคปัจจุบัน!
ผมเคยอ่านเรื่องของ Marcel Duchamp และเคยเห็นงานศิลปะในแนวทาง anti-art ของเขามาบ้าง และทำให้เห็นว่า ‘ศิลปะร่วมสมัย’ นั้น สังคมควรต้องปล่อยให้ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กล่าวคือ สังคมควรต้องมีวุฒิภาวะและมีความเติบโตทางวัฒนธรรม โดยให้โอกาส ‘ศิลปิน’ ได้แสดงตัวตนของเขาอย่างเสรี แม้ความมีเสรีนั้น อาจ ไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องก็ตาม สังคมก็ควรต้องปล่อยพวกเขา ไม่ใช่ไป ‘จัดระเบียบ’ พวกเขา
ความคิดแบบนี้กระมังที่จะให้โอกาสแก่ ‘ศิลปะ’ ได้แสดงความงอกงาม ก่อนที่คำว่า ‘ร่วมสมัย’ จะกลายเป็นความคลี่คลายเมื่อเวลาผ่านพ้น
ในบ้านเรา ผมไม่ค่อยเห็นตัวอย่างอะไรที่เป็นขบถมากนัก แม้แต่ศิลปินที่เรียกกันว่า ‘แรงที่สุด’ ของบ้านเรา ผมก็เห็นว่าพวกเขาส่วนใหญ่มักอยู่ในระเบียบและว่านอนสอนง่ายพอสมควร
ชิ้นงานศิลปะจัดวางในแบบของ Maurizio Cattelan เช่นที่คุณยกตัวอย่างมานั้น ผมคิดว่ายากจะเกิดขึ้นในบ้านเรา โดยเฉพาะการนำเสนอประเด็นแรงๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันชั้นสูง
ศิลปินในบ้านเราส่วนใหญ่เป็น ‘ศิลปินข้าราชการ’ ที่ว่านอนสอนง่าย และไม่ค่อยกล้าก้าวออกไปข้างหน้าก่อนหนึ่งก้าว
Go straight to Post